วัตพล

ผู้เขียน : วัตพล

อัพเดท: 15 พ.ค. 2024 22.03 น. บทความนี้มีผู้ชม: 1569 ครั้ง

การตลาดทุกชนิด สื่อโฆษณาออนไลน์ ความรู้เกี่ยวกับการทำการตลาด


AI คืออะไร นำไปทำอะไรได้บ้างในปัจจุบัน

AI คือเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกนำมาใช้งานแทบทุกอุตสาหกรรม เจาะลึก Artificial Intelligence ทำงานอย่างไร เพื่อนำไปประยุกต์ใช้

ai คือ

ในความเป็นจริงแล้ว ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI คือสิ่งที่มีมาอย่างยาวนานมากกว่าที่ใครหลายคนคิด แต่ด้วยความที่ยุคปัจจุบัน ตัว AI คือสิ่งที่แสดงศักยภาพออกมาให้คนทั่วไปเห็นได้มากที่สุด จึงทำให้หลายคนมองเห็นช่องทางในการนำไปทำประโยชน์ โดยเราจะมาเจาะลึกปัญญาประดิษฐ์ คืออะไร AI ความหมายและตัวตนของสิ่งนี้เป็นอย่างไร ในแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้เราสามารถนำ AI ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานของตัวเองได้

AI คืออะไร มีความหมายและที่มาอย่างไร

AI คือปัญญาประดิษฐ์ ที่ย่อมาจาก Artificial Intelligence อธิบายง่าย ๆ Artificial Intelligence คือเทคโนโลยีวิทยาการด้านคอมพิวเตอร์ที่สร้างให้คอมพิวเตอร์ สามารถเรียนรู้ ประมวลผล วิเคราะห์ข้อมูล ประหนึ่งมนุษย์ที่ฉลาดอัจฉริยะ มีการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด และสามารถมอบหมายให้ทำในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง AI คือสิ่งที่ยังสามารถคำนวณ และคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ หรือแนวโน้มผ่านข้อมูลที่ป้อนและให้ความแม่นยำสูง

เมื่อย้อนมองกลับไป AI ความหมายของมันยังไม่ชัดเจนเท่าใดนัก แต่ AI ถือกำเนิดมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1950 ที่มีการวิจัยเกี่ยวกับ Automata Theory จนกระทั่งเริ่มมีการใช้งาน AI ด้วยการนำไปใช้ในงานอุตสาหกรรม ซึ่งในตอนนั้น หน้าที่ของ AI คือการยกชิ้นส่วนของโลหะ ในพื้นที่เล็ก ๆ แน่นอนว่าเครื่องจักรตัวนั้น มีการบรรจุปัญญาประดิษฐ์ลงไป และมีการใช้พร้อมกับนำไปพัฒนาในหลากหลายองค์กร จนได้ AI ที่เป็นรูปแบบปัจจุบัน

AI ย่อมาจาก Artificial Intelligence ที่มีความหมายถึงปัญญาประดิษฐ์ หรือสิ่งที่สร้างขึ้นมาโดยใส่ความเฉลียวฉลาดลงไป ทำให้ในปัจจุบัน AI สามารถเอาชนะมนุษย์ได้แล้ว ทั้งการประเมิน หรือคาดการณ์ผ่านการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำ ทำให้ AI คือคนที่มีประสบการณ์ และเรียนรู้ได้ดีกว่ามนุษย์ สามารถยืนยันได้ผ่านการนำ Alphago คือ AI สำหรับหมากล้อมกีฬาที่ใช้ทักษะและความรู้สูง นำไปชนะนักแข่งระดับโลกมาแล้ว

หลักการทำงานของ AI คืออะไร?

ปัจจุบัน AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความสามารถในการโต้ตอบ และให้ข้อมูลที่เก่งกาจ สามารถแสดงผลข้อมูลตามที่เราต้องการได้ โดยผ่านกระบวนการทาง Machine Learning หมาย ถึงที่ป้อนข้อมูลและสภาพแวดล้อมตามแพลตฟอร์มของแต่ละองค์กร ทำให้ AI เรียนรู้ข้อมูลที่เจาะจงมากขึ้น ลดทรัพยากรทางคอมพิวเตอร์ลง สามารถใช้ประโยชน์ได้ตรงจุด ผ่านการสวม AI บนโปรแกรม โดยหลักการทำงานของ AI คือ 4 องค์ประกอบดังนี้

Learning (การเรียนรู้) ด้วยการใช้ Algorithms (อัลกอริทึม) รับเอาข้อมูลที่คัดกรองออกมาแล้ว เป็นข้อมูลที่นำเสนอออกมาใช้ AI คือเครื่องมือที่อธิบายกระบวนการ แนวทางการเรียนรู้อย่างชัดเจนและผลลัพธ์ที่ชัดเจน

Reasoning (การใช้เหตุผล) ใช้เทคโนโลยี AI คือตัวของ Algorithms ที่เหมาะสมและให้ผลลัพธ์ที่ตรงจุดที่สุด

Self-correction (แก้ไขข้อผิดพลาด) เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ การปรับแต่ง แก้ไขจุดบกพร่องของข้อมูล และผลลัพธ์ที่ผิดพลาดจึงจำเป็นต่อหลักการพัฒนา AI

Creativity (ใช้ความคิดสร้างสรรค์) AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่มีทั้งคลังข้อมูล และการวิเคราะห์ที่แม่นยำ และสามารถดึงเอาสิ่งที่มีอยู่ มาประยุกต์ใช้ สร้างเป็นแนวทางหรือผลลัพธ์ใหม่ ๆ ได้

ประเภทของ AI ที่มีในปัจจุบันคืออะไรบ้าง?

การจัดแบ่งประเภทของ AI ในปัจจุบัน มีทั้ง AI ที่สามารถมอบหมายงานให้ได้เฉพาะทาง และในพื้นที่จำกัดเท่านั้น จนไปถึง AI ที่ทำงานได้มากกว่าขอบเขตของทรัพยากรมนุษย์ Artificial Intelligence AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่เราสามารถเลือกใช้งาน และควบคุมประเภทการใช้งานได้ เพราะลดงบประมาณ เพราะ AI คือตัวกำหนดได้ว่า เราจะหยิบมาเพื่อช่วยงานเฉพาะจุด หรือจะนำไปช่วยวิเคราะห์ หรือหาแนวโน้มขององค์กรได้

ASI (Artificial Super Intelligence)

ASI หรือ Artificial Super Intelligence ถือเป็นตัวแทน AI ความหมายของโลกอนาคต เพราะ ASI เป็นปัญญาประดิษฐ์ที่มีศักยภาพ สูงกว่ามนุษย์ หากเทียบกับตัวคอมพิวเตอร์ AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่เป็น Super คอมพิวเตอร์ สามารถทำอะไรได้ทุกอย่าง ในแบบที่มนุษย์ทำได้ และทำได้ดีกว่ามนุษย์ รวมถึงสามารถมอบหมายหรือทำในสิ่งที่มนุษย์ทำไม่ได้ โดยปัจจุบันสำหรับ ASI AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่ยังไม่มีการสร้างสำเร็จสำหรับวิทยาการปัจจุบัน 

ANI (Artificial Narrow Intelligence) 

Artificial Narrow Intelligence (ANI) หรือมีอีกชื่อเรียก Weak AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่ถูกมอบหมายให้ทำงานบางอย่างแทนมนุษย์ ในขอบเขตจำกัด และเป็น AI ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด เพราะจะถูกสั่งการจากโปรแกรมมาให้ทำแค่หน้าที่ใดหน้าที่หนึ่ง ไม่มีระบบการเรียนรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำงาน โดย AI ประเภทนี้เราสามารถเห็นได้ทั่วไป ถึงแม้จะเป็น AI ที่อ่อน แต่ AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่มีความแม่นยำมากกว่ามนุษย์แน่นอน

AGI (Artificial General Intelligence)

Strong AI หรือเรียกว่า AGI (Artificial General Intelligence) เป็น AI ที่สามารถวิเคราะห์ ประมวลผล วางแผนได้ หากมองว่า AI คือเครื่องมือที่มีความสามารถเทียบเท่ากับมนุษย์ AGI หรือ Strong AI สามารถเข้าใจองค์ประกอบที่เป็นนามธรรมได้ สามารถคิดคำนวณปัญหาต่าง ๆ ที่ซับซ้อนได้ด้วยการประมวลผลที่แม่นยำ แต่ในความเป็นจริง AGI ยังต้องการ การพัฒนาให้มากขึ้นกว่านี้ และยังติดปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรในการพัฒนาที่สูง

ตัวอย่างการนำ AI ไปใช้งานในธุรกิจ

ตัวอย่างการใช้ AI กับธุรกิจ

AI คือทางเลือกในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะองค์กรที่มีการจัดการทรัพยากรบุคคล และฐานข้อมูลขนาดใหญ่ Artificial Intelligence คือปัญญาประดิษฐ์ที่มีการกำหนดนโยบาย ในการใช้งานได้ผ่านองค์กร และมีการหยิบจับมาใช้งานตามความเหมาะสม และลักษณะ ทำให้ไม่ว่าเราจะประกอบธุรกิจแบบไหน ประเภทอะไร AI คือตัวแทนบุคลากร และทรัพยากรบุคคลได้ โดยหลัก ๆ แล้ว ประเภทธุรกิจที่มีการนำมาใช้เป็นตัวอย่าง มีดังนี้

1. ประเภทธุรกิจการดูแลรักษาความปลอดภัย

ไม่ว่าจะเป็นระบบป้องกันความปลอดภัยจากการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการป้องกันความปลอดภัยในตัวสถานที่ AI คือปัญญาประดิษฐ์ ที่มีการตรวจสอบ หรือคัดกรองข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ หรือธุรกรรมที่แปลกปลอมได้ รวมไปถึงการตรวจจับ ใบหน้า หรือภาพที่น่าสงสัยในพื้นที่อาศัย หรือองค์กรที่มีการติดตั้งความปลอดภัย AI ปัญญา ประดิษฐ์ คือเครื่องมือที่ช่วยคัดกรองความปลอดภัย ให้รัดกุม และแม่นยำขึ้น ลดช่องโหว่ของระบบ

2. ประเภทธุรกิจงานการตลาด

แน่นอนว่า AI คือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนได้ การทำธุรกิจ มีหลายปัจจัยในการคิดหรือวางแผนทางการตลาด AI จะสามารถวิเคราะห์ หาความเป็นไปได้เกี่ยวกับธุรกิจ ทั้งข้อมูลของลูกค้า การขาย แนวโน้มทางรายได้ แผนการตลาดที่สอดคล้องกับโมเดลธุรกิจ ปัญญาประดิษฐ์ คือการสร้างแผนการตลาด โดยเฉพาะการตลาดดิจิทัล ด้วยการหา Solution ที่เหมาะสมที่สุด แล้วนำเสนอแผนตามที่เราต้องการทั้งเล็กและใหญ่

3. ประเภทธุรกิจงานบริหารทรัพยากรบุคคล (Human Resource)

ด้านงานเกี่ยวกับ ทรัพยากรบุคคล AI คือตัวช่วยทดแทน และลดงบประมาณที่มีในการใช้ทรัพยากรบุคคลบริหารงาน เพราะบุคลากรในองค์กร จะมีการมอบหมายหน้าที่เฉพาะ หรือหน้าที่ ที่มีขอบข่ายของเวลา รวมไปถึงแรงงานที่ต้องใช้ แต่ Artificial Intelligence คือปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำงานได้หลากหลายในตัวเดียว และทำได้โดยไม่มีปัจจัยด้านเวลา หรือแรงงานในการทำ ทำให้การบริการทรัพยากรบุคคลในธุรกิจ ลดลง มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

ข้อแตกต่างระหว่าง AI และ Machine Learning

AI vs Machine Learning

สรุป Ai คือปัญญาประดิษฐ์ที่ทุกองค์กรต้องมีในอนาคต 

AI คือสิ่งจำเป็นต่อองค์กรเล็กใหญ่ในปัจจุบันมากขึ้น เพราะด้วยขีดความสามารถที่ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับอย่างสากลว่า AI  Artificial Intelligence คือสิ่งที่ช่วยลดทรัพยากรบุคคล และขับเคลื่อนธุรกิจ ให้มีวิสัยทัศน์และทิศทางการวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตลาดดิจิทัล ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ฐานข้อมูลที่ต้องนำมาจัดการก็ยิ่งเยอะขึ้น สำคัญที่สุดคือการนำ AI มาใช้ให้ถูกบริบทกับเรา เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที