ช่วงเวลาพักการแข่งขัน ความคิดที่ว่าจะหาร้านอาหารของผมก็สลายไปพร้อมกับไอเย็นรอบๆตัว เพราะว่าชาวญี่ปุ่นเขานำอาหารมารับประทานกัน ในบรรยากาศเย็นๆแบบนี้ อาหารที่น่าจะนำมารับประทานคงไม่ใช่ไอศกรีมแน่ แต่มันคือ โอเด้ง
โอเด้งเป็นอาหารที่คล้ายกับสุกี้ ซึ่งจะนำวัตถุดิบต่างๆใส่ลงไปในหม้อแล้วต้มรวมกัน เช่น หัวไชเท้า ฟองเต้าหู้ หัวบุก ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่จะรับประทานกันในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่อากาศเย็น นอกจากนี้ ยังหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อต่างๆ เทียบกับอาหารชนิดอื่นแล้วราคาก็ยังไม่แพงอีกด้วย
หลังจากโอเด้งทำให้พวกเราอิ่มหนำกันไปแล้ว ก็เริ่มเล่นซอฟท์บอลกันต่อให้จบเกม ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้เป็นผู้รับลูกจากการตีของฝ่ายตรงข้ามบ้าง ตำแหน่งที่ผมยืนคือส่วนที่ไกลออกไปตรงบริเวณกลางสนาม มีหน้าที่คอยรับลูกจากการตีของฝ่ายตรงข้าม แล้วขว้างกลับไปยังเบส หรือจะรับมาจากฝ่ายเดียวกันแล้วส่งต่อไปยังเบสก็ได้ ซึ่งตำแหน่งนี้ผมไม่ค่อยได้สัมผัสลูกบอลเท่าไรนัก ไม่รู้ว่าเพราะลูกบอลไม่ชอบหน้าผมหรือว่าสนามกว้างเกินไปกันแน่
หลังจากเวลาผ่านไปประมาณเกือบสองชั่วโมงนับจากพวกเรามาถึง ผลการแข่งขันก็ออกมา ไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรผมก็พอใจกับมัน และทุกคนก็มีหน้าตายิ้มแย้มราวกับว่าไม่มีใครเป็นผู้แพ้เลย ทุกคนเตรียมตัวกลับบ้าน ช่วยกันขนสัมภาระต่างๆกลับขึ้นรถ
จนแล้วจนรอดผมก็ไม่ได้ภาพตัวเองกับทิวทัศน์แห่งฤดูใบไม้ร่วงไปทำเป็นของขวัญมอบให้กับคุณครูของผม ผมจำเป็นต้องนำรูปอื่นที่พอจะดูไม่ขายหน้าไปรวมกับเพื่อนอีกสองคนแทน หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้นผมกับเพื่อนอีกสองคนก็จำต้องลาจากบริษัทนี้ไปสู่สำนักงานใหญ่ ไปเรียนรู้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม
ไม่เพียงแต่ความรู้จากคุณครูในการเทรนเท่านั้นที่มันเข้าไปฝังอยู่ในส่วนลึกที่สุดของจิตใจ ส่วนลึกของจิตใจผมยังมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงความสามัคคี ทั้งในเรื่องของการทำงานเป็นทีมและการเล่นกีฬาเป็นทีมที่ชาวญี่ปุ่นหลายต่อหลายคนสอนให้กับผม และนั่นเองคือที่มาของชื่อทีมของการเล่นซอฟท์บอลในครั้งนั้นที่เรียกกันว่า ทีมแสง และ ทีมเงา เพราะไม่ว่าพวกเราจะต้องอยู่คนละทีมเพื่อทำการแข่งขันกัน สุดท้ายพวกเราก็ตัดกันไม่ขาด เพราะพวกเราทั้งหมดคือ พวกพ้องเดียวกัน เช่นเดียวกับ เงา ที่มักจะอยู่ตรงข้ามกับแสง เสมอ แต่ก็ยังคอยติดตามไปทุกที่ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหน ชาวญี่ปุ่นคงไม่อยากให้คิดว่าในการแข่งขันเราเป็นศัตรูกัน เพียงแต่เราแข่งขันเพื่อพัฒนากัน จึงตั้งชื่อทีมให้สอดคล้องกัน
หลังจากนั้น ผมก็ย้ายเข้าไปยังสำนักงานใหญ่ พบเจอผู้คนที่มากมายกว่าเดิม บ้างก็คุยกันอย่างสนิทสนม บ้างก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน เป็นสังคมที่ใหญ่กว่าเดิม ซึ่งดูแล้วบรรยกาศในการทำงานแตกต่างจากสาขาย่อยอย่างสิ้นเชิง
--- 7 เดือนผ่านไป ---
ผมมีโอกาสได้กลับมาเยี่ยมเยียนที่ทำงานสาขาย่อยของผมอีกครั้ง หัวหน้าผมพาผมมาเพื่อประชุมเรื่องเตรียมตัวกลับประเทศบ้านเกิด ผมใช้เวลาประมาณสามชั่วโมงในการประชุมช่วงเช้า ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับสำนักงานใหญ่ หัวหน้าก็อนุญาตให้ผมใช้เวลาเล็กน้อยไปทักทายกับเพื่อนร่วมงานได้ ผมเดินขึ้นไปยังห้องทำงานห้องใหญ่ชั้นสอง ซึ่งมีชาวญี่ปุ่นกว่าสิบคนที่ผมรู้จักเมื่อเจ็ดเดือนก่อนนั่งทำงานในห้องใหญ่ห้องนี้ร่วมกัน มีพาทิชั่นแบ่งกั้นเป็นบริเวณ และที่สำคัญที่สุดที่ผมจะลืมไม่ได้ คุณครู ของผมนั่นเอง ผมเดินมาหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานของคุณครู แต่ไม่พบคุณครูที่นั่น ผมมองไปยังบอร์ดเพื่อดูว่าสถานะของคุณครูตอนนี้คืออะไร บอร์ดนั้นบอกให้ผมรู้ว่าคุณครูของผมอยู่ในสถานะ ติดประชุม
ผมเดินสำรวจโต๊ะทำงานของคุณครูโดยไม่ได้แตะต้องสิ่งของใดๆ แล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่สิ่งๆหนึ่ง มันมีลักษณะสี่เหลี่ยมแบน ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของคุณครู ขนาดไม่ใหญ่มากนัก ด้านหน้าปิดด้วยกระจก ด้านหลังมีขาตั้ง กรอบรอบนอกทำจากไม้สีน้ำตาลแลดูพิถีพิถัน เป็นลวดลายใบเมเปิล ถัดเข้ามาภายในกรอบนั้น ถูกแบ่งเป็นสามส่วน
ภาพแรกอยู่ทางส่วนซ้ายบนเป็นรูปผู้หญิงคนหนึ่งถ่ายคู่กับชายหนุ่ม ดูใกล้ชิดสนิทสนม เธอเป็นเพื่อนร่วมงานชาวไทยของผมเอง ด้านหลังพวกเขาทั้งสองเป็นสะพานไม้ ที่มีสีแดงของใบเมเปิลรายล้อมอยู่โดยรอบ ใต้ภาพนั้นมีประโยคสั้นๆเขียนไว้ว่า
ความรัก ดินแดนสดใส และใบไม้แดง
มันทำให้ผมนึกถึงคำพูดเธอที่บอกว่า อยากจะสื่อให้คุณครูรู้ว่า พวกเรามีความรักมอบให้คุณครู
ภาพที่สองอยู่ทางส่วนขวาบนเป็นชายชาวอังกฤษกับเพื่อนผมอีกคน ด้านหลังของพวกเขามีทิวแถวของต้นเมเปิลที่ใบเป็นสีแดงก่ำยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา มุมด้านขวาบนของภาพมีข้อความเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นใจความว่า
มิตรภาพ ที่ชะล้างอย่างไรก็ไม่หาย
มันเป็นมิตรภาพระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติที่ไม่หายไปไหนราวกับน้ำฝนที่ชะล้างอย่างไรสีของใบก็ยังเป็นสีเดิม ผมรู้สึกอิจฉาเพื่อนผมทั้งสองคนที่มีโอกาสเห็นภาพตัวเองพร้อมกับใบไม้สีแดงสวยงาม
ผมเอิ้อมมือไปลูบกรอบรูปกรอบนั้นอย่างเอ็นดูและจ้องรูปนั้นอยู่นานสองนานราวกับจะถ่ายทอดความคิดถึงที่มีให้ ไปกักเก็บไว้ในกรอบรูปกรอบนั้น
ภาพสุดท้ายอยู่ตรงกลางด้านล่าง ชายหนุ่มชาวไทยคนเดียวกลางภาพที่รายล้อมด้วยชาวญี่ปุ่นกว่าสิบคน บ้างก็ถือลูกบอล บ้างก็ถือไม้ซอฟท์บอล และอีกหลายๆคนชูมือแสดงความดีใจอยู่กลางสนามซอฟท์บอล พร้อมกับรอยยิ้มที่เปื้อนอยู่บนใบหน้า รวมทั้งชายหนุ่มชาวไทยที่อยู่กลางภาพคนนั้นด้วย ด้านบนของภาพมีข้อความบันทึกไว้อีกเช่นกัน มีเนื้อความแฝงถึงผลของการแข่งขันซอฟท์บอลในครั้งนั้นด้วยว่า
สามัคคี น้ำใจ และชัยชนะ จาก กีฬา... ภาษาที่ไม่ต้องท่อง
นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่ผมสื่อสารและเล่นกีฬากับชาวญี่ปุ่นได้อย่างรู้เรื่อง แม้ว่าความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นในตอนนั้นของผมจะเป็นดั่งเด็กทารก
ผมเดินออกมาจากโต๊ะของคุณครู ปล่อยให้ ตัวแทนของพวกเรา วางอยู่ที่เดิมแบบนั้น และได้แต่หวังว่าของขวัญเล็กๆน้อยๆชิ้นนี้จะมีความหมายไม่มากก็น้อย สำหรับ คุณครู ของพวกเรา
ขอขอบคุณ ภาพบางส่วนจาก Wikipedia, the free encyclopedia
http://en.wikipedia.org/wiki/Autumn และ http://ja.wikipedia.org/wiki/%E3%81%8A%E3%81%A7%E3%82%93
บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที