Lapat

ผู้เขียน : Lapat

อัพเดท: 20 ก.ค. 2022 20.28 น. บทความนี้มีผู้ชม: 68 ครั้ง

โรคภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่พบกันได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยพบมากขึ้นเรื่อย ๆทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สารก่อภูมิแพ้เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่เกิดในเด็กนั้นต้องให้ความสำคัญ ดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากเด็กยังบอบบาง ภูมิคุ้มกันยังอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งเหมือนกับผู้ใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรง มาทำความรู้จักโรคภูมิแพ้ในเด็กกันนะคะ


รู้ทัน โรคภูมิแพ้เด็ก

โรคภูมิแพ้นั้นเป็นโรคที่พบกันได้บ่อยทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก โดยพบมากขึ้นเรื่อย ๆทั้งนี้เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป สารก่อภูมิแพ้เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้ที่เกิดในเด็กนั้นต้องให้ความสำคัญ ดูแลอย่างเข้มงวด เนื่องจากเด็กยังบอบบาง ภูมิคุ้มกันยังอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งเหมือนกับผู้ใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายร้ายแรง คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กบางคน อาจเคยประสบกับปัญหาการแพ้นมวัวของลูก ทำให้มีอาการท้องเสีย อาเจียนหรือบางคนอาจจะเป็นผื่น หอบ อาการต่าง ๆเหล่านี้เป็นอาการที่แสดงว่าลูกของเรานั้นมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้ได้ง่าย ดังนั้นเรามาลองทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ในเด็กกันหน่อยดีกว่า

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายไวต่อการตอบสนองของสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ หรือมลภาวะต่าง ๆแล้วเกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ และแสดงอาการแพ้ออกมา โดยแต่ละคนอาจจะมีอาการแสดงออกของโรคแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของสารก่อภูมิแพ้ และการตอบสนองของร่างกายแต่ละคน อาการแพ้อาจเกิดจากสิ่งกระตุ้นอื่นที่ไม่ใช่สารก่อภูมิแพ้ก็ได้ เช่นความร้อน ความเย็น ความกดอากาศต่ำ ความชื้น ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ได้

โรคภูมิแพ้ แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

โรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง ได้แก่ ลมพิษ ผิวหนังอักเสบ

 :  พบได้ทั้งในเด็กทารก เด็กเล็ก เด็กโต และวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยจะมีผื่นขึ้นตามลำตัว แก้ม หน้าผาก ซอกคอ ข้อพับแขนขา เข่า ข้อมือ ข้อเท้า มีอาการคัน บวม แดง ผิวแห้ง หรือมีสะเก็ดน้ำเหลืองแห้งติดอยู่ สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ทางผิวหนังอาจเกิดจากการแพ้อาหาร การถูกแมลงสัตว์กัดต่อย สารก่อการระคาย ไรฝุ่น

ความร้อน ความเย็น ความชื้น

โรคภูมิแพ้ทางตาและจมูก

  :  พบในเด็กช่วงวัยอนุบาลจนถึงเด็กโต ผู้ป่วยที่แพ้ทางตาจะมีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหล แสบตา ตาแดง มีขี้ตา อาจเรียกโรคภูมิแพ้ทางตานี้ ว่าโรคเยื่อบุตาอักเสบภูมิแพ้ ส่วนผู้ป่วยที่แพ้ทางจมูกจะมีอาการ คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก จาม อาจเรียกอาการแพ้ทางจมูกนี้ว่า การแพ้อากาศก็ได้ สารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดการแพ้ทางตาและจมูก ได้แก่ ไรฝุ่น ขนจากสัตว์เลี้ยงต่าง ๆ เชื้อรา ซากแมลงสาบ เกสรดอกไม้ ฝุ่นควัน ไอเสียจากรถ

โรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจ

  : พบในเด็กหลังอายุ1ขวบปีแรก ผู้ป่วยจะมีอาการหอบหืด หายใจลำบาก เหนื่อยง่าย ไอแห้งถี่ ๆ หายใจมีเสียงวี้ด อาจเรียกโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจนี้ว่า โรคหอบหืด

โรคภูมิแพ้ทางเดินอาหาร

 : พบในเด็กเล็ก ช่วงอายุ 6เดือนถึง1 ปี ผู้ป่วยจะมีอาการ อาเจียน ท้องเสีย ถ่ายเป็นมูกเลือด อาจเกิดอาการร่วมกันกับทางเดินหายใจและผิวหนัง เช่น จาม เป็นลมพิษ ผื่นคันรอบปาก ริมฝีปากบวม สาเหตุของการแพ้มาจากอาหารที่เด็กรับประทาน เช่น อาหารทะเล บางชนิด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ แป้งสาลี ผักหรือผลไม้บางชนิด

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ อาจทำได้โดย

: การซักประวัติและตรวจร่างกาย

: ตรวจพิเศษเพื่อหาสาเหตุ ที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ โดยการทดสอบทางผิวหนัง และเจาะเลือดเพื่อวิเคราะห์หาสารก่อภูมิแพ้

การดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดภูมิแพ้ในเด็ก

1 จัดบ้านให้เป็นระเบียบ สะอาดโดยเฉพาะห้องนอน ควรเช็ดถูทำความสะอาดทุกวัน ไม่ควรปูพรม

2 ใช้เครื่องนอนชนิดป้องกันไรฝุ่น

3 ทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้งด้วยวิธีซักน้ำร้อนหรืออบที่อุณหภูมิ 55-60 องศานาน 30 นาที

4 ไม่เลี้ยงสัตว์มีขนไว้ในบ้าน ให้นำสัตว์เลี้ยงไปไว้ที่อื่น เพื่อลดการสัมผัส และป้องกันไม่ให้มีขนสัตว์หลุดร่วงอยู่ในบ้าน

5 หากมีสัตว์เลี้ยง ควรอาบน้ำสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยทุกสัปดาห์

6 กรณีห้องปิด ควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีระบบกรอง HEPA ช่วยกรองอากาศ ถ้าเป็นห้องเปิดต้องให้อากาศถ่ายเทได้ดี

7 กำจัดแมลงสาบ และซากแมลงชนิดต่าง ๆภายในบ้านให้หมด

8 รักษาสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ความสะอาด กำจัดขยะ เศษอาหารอย่างถูกวิธี เพื่อให้ปราศจากสัตว์พาหะนำโรคมารบกวน

9 ไม่ควรปลูกต้นไม้ในบ้าน

10 ระวังอย่าให้บ้าน ห้องน้ำ อับชื้น เพราะจะเกิดเชื้อราขึ้นได้

การรักษาโรคภูมิแพ้

1 หลีกเลี่ยงสิ่งที่สงสัยว่าจะทำให้เกิดการแพ้ เช่น อาหารทะเล นมวัว ถั่ว ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ไรฝุ่น ขนสัตว์ ควันบุหรี่ เป็นต้น

2 ใช้ยาในการรักษาเช่น ยาแก้แพ้ชนิดต่าง ๆ โดยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาเลือกใช้ตามความเหมาะสมของคนไข้แต่ละคน

3 การฉีดวัคซีนภูมิแพ้เพื่อกระตุ้นภูมิ

4 ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และสม่ำเสมอ

5 พบแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

วิธีลดความเสี่ยงการเกิดโรคภูมิแพ้ ของลูกคุณ

1 ดูแลสุขภาพของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่พักผ่อนให้เพียงพอ

2 ระวังเรื่องการรับประทานอาหารที่อาจจะก่อให้เกิดการแพ้ได้ง่ายเช่น อาหารทะเล ถั่วลิสง นมวัว แป้งสาลี ซึ่งสารก่อภูมิแพ้ในอาหารดังกล่าวอาจส่งผ่านไปยังลูก ทำให้ลูกมีโอกาสเกิดภูมิแพ้ต่อสารเหล่านั้นได้ง่าย

3 แนะนำให้ลูกทานนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลีกเลี่ยงการให้ลูกทานนมวัวให้นานที่สุด

4 ให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี สะอาด ปราศจากฝุ่น มีมลภาวะน้อยที่สุด

5 พ่อแม่และผู้ใกล้ชิดไม่ควรสูบบุหรี่ ที่จะส่งผลถึงเด็กได้

จะเห็นว่าโรคภูมิแพ้นั้น ทำให้คุณภาพชีวิตไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่แย่ลง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต กระทบกับการทำงาน เด็กอาจต้องขาดเรียน หากเป็นมากอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงควรดูแล ป้องกัน กันให้ดี และหากเกิดอาการขึ้นแล้ว อย่ารีรอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้ถูกวิธีโดยเร็ว

ที่มี 1. https://healthandcarestore.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%a0%e0%b8%b9%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%9e%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b9%87%e0%b8%81/
      2. https://bit.ly/3yMnUW0
 
 

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที