khwanjai

ผู้เขียน : khwanjai

อัพเดท: 10 ม.ค. 2017 22.34 น. บทความนี้มีผู้ชม: 68862 ครั้ง

ในบรรดาหนังสือประเภท How to ที่ฉันได้อ่านมา ไม่สามารถเปรียบเทียบกับคุณค่าที่ได้รับจากอ่านหนังสือ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เลย ที่ผ่านมาฉันอยู่ในภาวะใกล้เกลือกินด่าง ไม่รู้จักคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมี จนกระทั่งวันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยได้สูญเสีย กษัตริย์ผู้ที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวไทยทั้งประเทศ
การเริ่มต้นศึกษาถึงเรื่องราว ชีวประวัติ และคำสั่งสอนของพระองค์ท่านอย่างจริงจัง ทำให้ฉันค้นพบว่า เราไม่จำเป็นต้องหา How to ที่ไหนเลย เพราะ How to ที่แท้จริงอยู่ในจิตใจของคนไทยทั้งประเทศอยู่แล้ว พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างให้กับคนไทยทุกด้านทั้งการ คิด พูด ทำ ....แต่ทำไมตัวฉันถึงไม่ทำ
คนโง่ คือ คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหน เพราะถ้าไม่รู้ว่าเราบกพร่องตรงไหน เราก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
คนฉลาด คือ คนที่รู้ว่าตัวเองบกพร่องตรงไหน และพยายามแก้ไขข้อบกพร่องหรือพัฒนาปรับเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น
คนทุกคนเคยผ่านความโง่มาก่อนที่จะเป็นคนฉลาด ที่ผ่านมาฉันเคยโง่มาก่อน ไม่รู้ว่าคุณค่าที่แท้จริงที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงให้กับประชาชนมีคุณค่ามหาศาลมากมายขนาดไหน ศาสนาพุทธสอนไว้ว่า “ธรรมใดก็ไร้ค่า ถ้าไม่ลงมือทำ”
การเริ่มต้นเดินทางของฉันนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ใคร่ขออุทิศตนในการศึกษาเรื่องราว วิธีคิด การดำเนินชีวิตของพระองค์ท่าน ผ่านการจัดทำหนังสือส่วนตัวภายใต้ชื่อ “เรียงร้อยพันเรื่องราวรอยพระบาท” โดยมีเป้าหมายทำ ‘10 เล่ม เล่มละ 100 เรื่องราวรอยพระบาทที่พระองค์ทรงทำ’ โดยใช้ความเพียรที่พระองค์ท่านสอน และเป็นแบบอย่างให้ดูตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา อาจจะไม่รู้จุดจบที่แน่นอน แต่มีจุดเริ่มต้นที่ชัดเจน และทำทุกวันเพื่อถวายแด่องค์ราชันย์มหาราชของคนไทยทุกคน

Website เจ้าของผลงาน www.2b2train.com
Facebook: https://www.facebook.com/ebook4ookbee/
Storylog: https://storylog.co/khwanjai/book/581a5bfd9d526ab1781f27ba

ท่านใดต้องการติดต่อให้เป็นนักเขียนประจำคอลัมภ์ หรือลงวารสาร
ติดต่อได้ที่ email: linpootsm3@gmail.com หรือ Tel 0897333790 (หลิน)


คุณค่าที่เราคู่ควร

          ความแออัด วุ่นวาย สับสนบนท้องถนนแถวหาดใหญ่ในช่วงเย็นๆที่ รถหลายๆคันต้องเบียดเสียดเพื่อให้ตัวเองได้ทางก่อน เป็นสิ่งปกติที่ชินตาสำหรับชาวไทยที่เกิดขึ้นแทบในทุกทั่วระแหงบนท้องถนนของประเทศ และสิ่งนี้สามารถการันตีได้ว่าประเทศได้ครองแชมป์ ประเทศที่เกิดอุบัติเหตุในระดับ 6 ของโลกในปี 2556 และมีแนวโน้มของอันดับจะไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่เว้นแต่ความวุ่นวายในห้องฉุกเฉินที่ฉันทำงานอยู่จะมีผู้คนประสบอุบัติบนท้องถนนไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ แต่รู้สึกว่าช่วงนี้จะมีคนต่างประเทศมารับบริการเรื่องนี้บ่อยครั้งอาจจะเนื่องจากการเปิดการค้าเสรีก็เป็นไปได้
        ฉันรีบเดินอย่างเร่งรีบ หลังจากจอดรถเสร็จบริเวณของโรงเรียนเทศบาล 2 ที่ส่วนใหญ่มีแต่รถมอเตอร์ไซด์ของผู้ปกครองที่มารับเด็ก เพราะไม่สามารถเข้าไปจอดที่โรงเรียนพลวิทยาที่เป็นโรงเรียนเอกชนชื่อดังได้ เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่จะใช้รถยนต์ โรงเรียนทั้ง 2 แห่งนี้อยู่ใกล้กัน แต่ก็คงไม่ต้องบอกว่ามีอะไรบ้างที่แตกต่างกัน เพราะแค่มองที่รถที่มารับเด็กก็พอจะทราบได้
     16.30 น. เป็นเวลาที่ฉันมาถึงเพื่อรอรับลูกชายตามปกติ และเป็นช่วงเวลาที่โรงเรียนเทศบาล 2 เริ่มมีเด็กเหลือน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนพลวิทยาที่เด็กๆยังเต็มโรงเรียนเพราะหลายคนถูกข้อเสนอแกมบังคับที่ให้เรียนพิเศษในตอนเย็น แต่สำหรับลูกชายของฉัน อย่าว่าแต่เรียนพิเศษเรียน แค่อ่านหนังสือยังไม่อยากเปิดเลย.....
        ความวุ่นวายได้สร่างสางลงบ้างแล้ว เราสองคนได้เดินไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ข้างโรงเรียนริมทางถนน ท่ามกลางฝุ่นควัน ที่พวยพุ่ง ดังเช่นปกติที่ผ่านมาทุกวัน ปกติฉันจะกินก๋วยเตี๋ยวแล้วตามด้วยขนมไข่นก เพราะว่าถ้ากินก๋วยเตี๋ยวอย่างเดียวอาจจะไม่อิ่มท้อง
“.ใส่ไข่ด้วยครับ” เด็กข้างโต๊ะตะโกนบอกแม่ค้าด้วยเสียงอันดัง
“.ใส่ไข่ ด้วยค่ะ” ฉันตะโกนออกไปมั่ง คิดไว้ในใจว่า วันนี้อยากกินก๊วยเตี๋ยวใส่ไข่เหมือนเด็กคนนี้มั่ง
“น้องภู ใส่ไข่มั้ย” ฉันถามลูกชายที่กำลังดูทำท่างงๆ
“ใส่ครับ ดิบๆด้วยเพราะมันดีต่อสุขภาพ” ลูกชายตอบพร้อมกวนประสาทแม่เล็กน้อย แต่ฉันทำท่าทางกระซิบบอกว่าทำให้แม่ค้าทไไข่สุกโดยไม่ให้ลูกชายได้ยิน เพื่อสงบศึกทางคารมกับลูกชายตัวดี ชั่วครู่
        ก๋วยเตี๋ยวชามใหญ่ใส่ไข่ทั้ง 2 ชาม ได้มาวางตรงหน้า เมื่อเห็นภาพก๋วยเตี๋ยว ทำให้ฉันนึกถึงสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า ‘คุณค่าที่คู่ควร’ ทำไมที่ผ่านมาฉันถึงเลือกกินก๋วยเตี๋ยว แล้วต่อด้วยขนมไข่นก ทำไมฉันไม่เปลี่ยนจากการกินไข่นกมาเป็นไข่ไก่ต้มที่อยู่บนชามเตี๋ยว ณ ขณะนี้ ทั้งที่คุณค่าต่างกันอย่างเห็นได้ชัดว่า ไข่ต้มมีประโยชน์และคุณค่ามากกว่าขนมไข่นกทอด.......ในที่สุดดวงตาเห็นธรรมก็เกิดขึ้น คือ เราสามารถใส่คุณค่าที่ให้กับตัวเราเองได้ตลอดเวลา แล้วคุณค่านั้นมาจากไหน
คุณค่าในชีวิตที่เราสามารถเติมเต็มให้กับชีวิตมีหลายอย่าง โดยไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นมาเติมคุณค่าให้ ได้แก่
...การทำดี โดยไม่จำเป็นต้องแสดงให้ใครเห็น.......แม้ว่าการทำดีทุกครั้ง จะไม่ได้รับการยกย่องก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นสาระ แต่สิ่งที่เป็นสาระคือการที่เรารู้สึกว่าเราได้ทำดีทุกครั้ง....
...บางครั้งการโฟส Facebook แล้วไม่มีคนกด Like ก็หาใช่ว่าคุณค่าของตัวเราจะลดลงไป.....
...บางครั้งการไม่ได้ขึ้น Staffpic ใน story ก็อาจจะเป็นเพราะเขาไม่เห็นคุณค่าในงานเขียนที่เรามี แต่คุณค่าในงานที่เราเขียนก็หาใช่ว่าลดน้อยลงไป....
...และหลายครั้งและหลายสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกไร้ค่า เพราะว่าเราไปเปรียบเทียบคุณค่าที่เรามีให้กับใครบางคนที่ไม่เห็นคุณค่าของเรา แต่หาใช่ว่าตัวเราเป็นคนไร้ค่า....
เพราะเราเลือกคุณค่าจากที่สิ่งเราทำ และคิดว่าเป็นคุณค่าที่เราคู่ควรแล้ว

“สำคัญที่สุดคือความอดทนคือไม่ย่อท้อ..... เวลาข้างหน้าจะเห็นผลแน่นอนในความอดทนของตนเอง” พระราชดำรัส ร.9- 

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที