editor

ผู้เขียน : editor

อัพเดท: 18 ส.ค. 2008 15.24 น. บทความนี้มีผู้ชม: 634389 ครั้ง

บทความเรื่องหุ่นยนต์จาก อาจารย์ ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO)


วิทยาการด้านปฏิสัมพันธ์ ในหุ่นยนต์นังแจ๋ว

วิทยาการด้านปฏิสัมพันธ์ ในหุ่นยนต์นังแจ๋ว

หุ่นยนต์นังแจ๋วทักทายผม “สวัสดีค่ะ” อยู่สองสามครั้ง จนผมตื่นจากภวังค์หายตะลึง รับคำและยื่นมือไปรับแก้วน้ำมา “ขอบใจนะ” หุ่นยนต์กระพริบตาถามผมจะให้เอากระเป๋าผมไปเก็บหรือไม่? “ไม่ต้องจ๊ะ” แต่ดูเหมือนหล่อนจะไม่เข้าใจเดินเขามาประชิดตัวผมเพื่อจะหยิบกระเป๋าให้ได้ทั้งนี้อาจเกิดจากโมดูลสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) เป็นประเภทยึดน้ำเสียงผู้สอนเป็นหลัก (Speaker Dependence) จนเพื่อนผมต้องย้ำว่า “แจ๋วไม่ต้องแล้ว” ผมเป็นคนหวงกระเป๋ามิใช่เพราะใช้ขนเงินหรือของมีค่า หากแต่เกรงว่าเอกสารข้อมูลที่เก็บไว้ในกระเป๋าจะสูญหายไปครับ

สัปดาห์ก่อนผมได้กล่าวถึงห้าวิทยาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาหุ่นยนต์รับใช้:นังแจ๋ว วันนี้ขอให้รายละเอียดเกียวกับวิทยาการด้านปฏิสัมพันธ์เพิ่มเติม เพื่อดูว่าการพัฒนาจะก้าวไปถึงจินตนากรข้างต้นหรือไม่?

ผู้เชี่ยวชาญทางด้านหุ่นยนต์มีความเห็นว่าการทำความมักคุ้นกับหุ่นยนต์มิได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากเช่นที่คนทั่วไปคิด นายโคลิน แองเกิล ซีอีโอของ บริษัทไอโรบอทที่เบอร์ลิงตัน มลรัฐแมสซาซูเซสต์ กล่าวว่า เจ้าของหุ่นยนต์ดูดฝุ่น “รุมบ้า” กว่า 60 เปอร์เซนต์ รู้สึกใกล้ชิดกับหุ่นยนต์จนถึงกับตั้งชื่อให้ ชื่อที่ชอบตั้งกันมากคือ ชีเวส และ โรสซี่ ก็คงคล้ายๆกับนังแจ๋วของบ้านเรานะครับ สำหรับหุ่นยนต์ที่มีความฉลาดในระดับสูงสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ ผลการศึกษาพบว่าเพียงแค่หุ่นยนต์เลียนบุคลิกเล็กน้อยในการวางตัวตามรูปแบบของสังคมมนุษย์ ก็มีส่วนสำคัญทำให้มนุษย์ให้การยอมรับและสบายใจที่จะอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์แล้วครับ แทนที่จะยื่นแข็งทื่ออย่างเดียว หากมีการเลิกคิ้วเมื่อตื่นเต้นหรือเอียงหัวนิดหน่อยขณะคิด หุ่นยนต์ตัวนั้นก็อาจจะชนะใจมนุษย์ที่คุยด้วยอยู่ข้างๆแล้วละครับ แม้แต่ตัวผมเองเมื่อคุยกับใครแล้วเขาไม่ยอมมองสบตาผม บางครั้งจะฉุกใจสงสัยคิดว่าเขาจริงใจหรือกำลัง “อำ” ผมอยู่หรือเปล่า? แน่นอนว่าเราสามารถบูรณาการบุคลิกจริงจังและจริงใจด้วยการ “มองสบตาคู่สนทนา” เข้าไปในหุ่นยนต์อย่างง่ายดาย เนื่องจากเทคโนโลยีเรื่องกล้องและภาพดิจิตอลก้าวไปใกล้มาก ลูกศิษย์ผมเพิ่งได้ออกแบบระบบ “ตาดิจิตอล” ทำให้หุ่นยนต์สามารถจับชิ้นงานที่มีความคลาดเคลื่อนละเอียดมากๆในขบวนการผลิตหัวอ่านฮาร์ดดิสค์ ดังนั้นตาหุ่นยนต์จึงจับจ้องถึง “เรตินา” ตาของมนุษย์คู่สนทนาได้อย่างไม่ลดละเลย ซึ่งก็จะสุดโต่งไปอีกทางเพราะอาจจะทำให้มนุษย์เกิดอาการกลัวขึ้นมาได้

อาซิโมรุ่นล่าสุดสามารถบันทึกข้อมูลหน้าตาของแขกผู้มาเยือนและจดจำไว้ในสมองดิจิตอลได้ถึง 200 คน การบันทึกนี้อาศัยการคำนวณระยะห่างตำแหน่งสำคัญบนใบหน้า (Feature) หุ่นยนต์ตัวอื่นๆตรวจสอบแม้กระทั่งสีผิว เมื่อปรากฏว่าหน้าตานี้ไม่มีอยู่ในฐานข้อมูล หุ่นยนต์ก็จะถามชื่อเก็บไว้ใช้ในการทักทายครั้งต่อไป

นายฮาร์ทวิก โฮลซาพฟีล นักวิทยาการคอมพิวเตอร์อีกท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยคาร์ลซรูห์ ประเทศเยอรมันนี ได้เพิ่มเติมฟั่งชั่นการโต้ตอบพื้นฐานชื่อ “Armar-3” เข้าในฮิวแมนนอยด์ ขั้นต่อไปที่ท้าทายสำหรับเขาคือการทำให้หุ่นยนต์เข้าใจคำสั่งมนุษย์ ขบวนการแปลความหมายเริ่มจากที่ระบบจับคำพูด (Speech Recognition) แล้วนำคำที่ความออกมาไปเปรียบเทียบกับข้อมูลในสมองกล หากค้นหาหรือเทียบแล้วไม่เจอ หุ่นยนต์ก็จะถามซ้ำเพื่อความชัดเจน หากหาคำเจอ ขบวนการจะเข้าสู่แอลกอริทึมที่ได้เขียนไว้ล่วงหน้า เทคนิคที่ใช้นั้นต้องพยายามแตกย่อยแอคชั่นต่างๆลงสู่ระดับพื้นฐาน แล้วใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการประสานแอคชั่นนั้นๆให้สอดคล้องกับคำสั่งที่ได้รับมา



ผมเริ่มทำวิจัยเรื่องใช้หุ่นยนต์เพื่อรักษาผู้ป่วยเด็กออทิสติกส์และเพิ่งได้พบกับ ดร. ชิบาตา ผู้สร้างหุ่นยนต์พาโร (Paro) แม้จะไม่ใช่ฮิวแมนนอยด์ แต่พาโรสามารถตอบสนองอย่างซับซ้อนต่อการสัมผัสของมนุษย์ ดร. ชิบาตา ใช้แอลกอริทึ่มเรียนรู้ด้วยตนเองแบบ “Reinforcement Learning” ในการกำหนดแอคชั่นต่างๆของพาโร



การเปรียบเทียบคำที่นายฮาร์ทวิกทำอยู่นั้น ไม่น่าจะทำให้หุ่นยนต์พัฒนาการ ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ถึงขั้นสูงสุดได้ กลุ่มนักวิจัยที่มีเดียแลปแห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาซูเซสต์ หรือ เอ็มไอที นำโดยนายเดบ รอยกำลัง
ฝึกหุ่นยนต์ของพวกเขาที่ชื่อ ทริสค์ ให้ทราบความหมายของคำมากไปกว่าสิ่งที่ได้บันทึกไว้ล่วงหน้า ตัวอย่างเช่นขณะที่สอนคำว่า “น้ำหนัก” แก่สมองของทริสค์นั้น จะให้กลไกแขนขาในตัวทริสค์ทดลองยกน้ำหนักไปด้วย ทริสค์จึงรู้ซึ้งถึงความหมายของคำนี้จากประสบการณ์ตนเอง

“อย่าเชื่ออะไร หากไม่ได้ปฏิบัติแล้วรู้เอง” เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสอนหุ่นยนต์ยุคใหม่ เช่นเดียวกันผมมักจะแนะนำลูกศิษย์นักสร้างหุ่นยนต์เสมอว่า:

เชื่อคำสั่งสอนของอาจารย์ต้องอาศัยศรัทธาครั้นตนได้ทดลองดูด้วยตนเองจนบรรลุผลจริงก็เชื่อตนนั่นแหละ เป็นตัวศรัทธาแท้ ถ้ายังอาศัยเชื่อแต่บุคคลอื่นรวมทั้งอาจารย์ก็ยังไม่นับว่าเป็น “ศิษย์ฟีโบ้” อย่างแท้จริง



 

ข้อคิดเห็น/เสนอแนะ มาที่ผู้เขียนได้ที่ djitt@fibo.kmutt.ac.th




drdjitt7070.jpg

รู้จักผู้เขียน
รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา
จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ไดัรับทุนมอนบูโช รัฐบาลญี่ปุ่นไปศึกษาและทำวิจัยด้านหุ่นยนต์ที่มหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยคาร์เนกี้เมลลอน สหรัฐอเมริกา ด้วยทุนฟุลไบรท์ และจากบริษัท AT&T ได้รับประกาศนียบัตรด้านการจัดการเทคโนโลยีจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งมลรัฐแมสซาชูเซสต์ (เอ็มไอที) สหรัฐอเมริกา

ภายหลังจบการศึกษา ดร. ชิต ได้กลับมาเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือที่คนทั่วไปรู้จักในนาม “ฟีโบ้ (FIBO)” เป็นหน่วยงานหนึ่งในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี เพื่อทำงานวิจัยพื้นฐาน และประยุกต์ด้านเทคโนโลยีหุ่นยนต์ ตลอดจนให้คำปรึกษาหน่วยงานรัฐบาล เอกชน และบริษัทข้ามชาติ (Multi-national companies) ในประเทศไทยด้านการลงทุนทางเทคโนโลยี การใช้งานเทคโนโลยีอัตโนมัติชั้นสูง และการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ



บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที