สุรเดช

ผู้เขียน : สุรเดช

อัพเดท: 14 ก.พ. 2008 15.47 น. บทความนี้มีผู้ชม: 3100 ครั้ง

กล้องถ่ายรูปคู่ใจในกระเป๋า


ออกเดินทางสู่หมอชิต 2 ในเวลาสามทุ่ม จุดมุ่งหมายคือภูกระดึง

19 ตุลาคม 2547 วันนั้นผมเก็บข้าวของเท่าที่จำเป็นใส่เป้ กล้องถ่ายรูปคู่ใจในกระเป๋า ขาตั้งกล้องและฟิล์มจำนวนหนึ่ง ออกเดินทางสู่หมอชิต 2 ในเวลาสามทุ่ม จุดมุ่งหมายคือภูกระดึง แต่การไปครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมฉายเดี่ยว และสถานที่แห่งนี้ก็เป็นครั้งแรกของผมด้วย ทำให้ผมหวั่นอยู่ว่า จะไหวมั๊ย หรือจะถึงแค่หมอชิตแล้วตัดสินใครกลับดีกว่า แต่เหมือนมีแรงพลังอะไรบางอย่างดลใจ ว่า ผมต้องไปให้ได้ ยังไงก็ต้องถ่ายรูปมาให้ได้ ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้
....หมอชิตวันนั้นเป็นช่วงวันหยุดยาวหลายวัน ชั้น 3 ของอาคารคับคั่งไปด้วยผู้คนเพราะเป็นที่ขายตั๋วสายอีสาน ผมลุ้นว่า จะมีตั๋วไปภุกระดึงเหลือบ้างไหม เพราะไม่ได้จองไว้ก่อนเลย แต่ผิดคาด ทัวร์ภูกระดึงทุกคัน มีที่ว่างเหลือหมด ผมเลือกภูกระดึงทัวร์ ชั้นสอง ประมาณสี่ทุ่มครึ่งรถก็เริ่มเคลื่อนออกจากหมอชิต ตลอดระยะทางผมคิดในใจว่า เป็นไงเป็นกัน เราต้องไปให้ได้ ต้องถ่ายรูปกลับมาให้ได้ ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้
....รถจอดที่ผานกเค้าเมื่อเวลาตีห้าครึ่ง เสียงกระเป๋ารถตะโกนบอก "ถึงผานกเค้าแล้วผู้โดยสารจะลงผานกเค้า จะไปภูกระดึงลงป้ายนี้" ผมลงไปที่นั่นบรรยากาศแรกที่ได้สัมผัสคือความเย็น แสงสีทองกำลังเริ่มสาดส่องฟ้า ปุยหมอกกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมบริเวณนั้นอย่างช้าๆ จนมองไม่เห็นผานกเค้าที่ตระหง่านพอสลัวในช่วงแรก การมาที่นี่เหมือนผมได้กลับมาบ้านเก่าที่เคยอยู่ จำได้ว่าที่เมื่อสมัยก่อนเรียนชั้นประถม ครอบครัวของผมเคยมีกระท่อมปลูกข้าวโพดถั่วเหลืองอยู่ในหมู่บ้านเชิงเขาใกล้ๆที่แห่งนี้ ถามไถ่มอเตอร์ไซต์รับจ้างด้วยภาษาท้องถิ่นเพื่อสร้างความเป็นกันเอง ได้คำตอบว่าหมู่บ้านแถวนั้นปัจจุบันกลายเป็นสวนมะขามหวานที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอไปแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้จากมะขามหวานปีละหลายหมื่นบาท


ผมรออยู่ที่ศาลาริมทางซึ่งคนขับมีมอเตอร์ไซต์รับจ้างสามสี่คนเป็นเพื่อนคุยในภาษาท้องถิ่น ถึงสำเนียงเราจะต่างกันบ้างแต่ก็ฟังออกว่าพูดอะไร
...จนกระทั่งเจ็ดโมงเช้า นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นเริ่มทะยอยกันมาถึงมากขึ้นที่ร้านเจ๊กิม ซึ่งที่นี่เป็นเหมือนจุดนัดพบนักท่องเที่ยวภูกระดึง ร้านเจ๊กิม เป็นร้าขายของชำที่ขึ้นชื่อที่สุดที่นี่ เพราะนอกจากจะขายของชำแล้ว ยังเป็นจุดขายตั๋วรถ ขายอาหาร มีห้องน้ำไว้บริการ
...รถสองแถวเริ่มวิ่งให้บริการแล้วมีนักท่องเที่ยวเต็มทุกคน เพื่อมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ซึ่งห่างจากจุดนี้ประมาณ 10 กิโลเมตร ผ่านตัวอำเภอภูกระดึงไปทางทิศตะวันตก ซึ่งจะมีภูเขาสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นั่นแหละคือ "ภูกระดึง"
... หลังจากทานข้าวและจัดการภารกิจส่วนตัวเสร็จ ผมก็ใช้บริการรถสองแถวเล็กไปกับนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นๆ ค่าบริการคนละ 20 บาท ไม่นานประมาณ 20 นาทีรถสองแถวก็มาส่งพวกเราจนถึงที่ทำการอุทยานด้านล่าง ทางขึ้นภูกระดึง หลังจากนั้นก็เดินแวะเข้าชมภาพถ่ายแนะนำทยานภายในอาคารทำการซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับลานจดรถ ส่วนด้านหลังของอาคารทำการเป็นร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึก จากลานจอดรถจะมีทางเดินอย่างดีลาดยาวไปจนถึงปากทางขึ้นภู โดยมีโรงเรือนฝั่งซ้ายเป็นสถานที่ตกลงจ้างลูกหาบและชั่งน้ำหนักสัมภาระ ถัดไปหน่อยเป็นซุ้มสำหรับจองเต้นท์และจ่ายค่ากางเต้นท์โดยทางอุทยานจะออกใบเสร็จรับเงินให้ไปติดต่อด้านบนเพื่อเลือกเต้นที่จองไว้ ฝั่งซ้ายเป็นห้องน้ำโดยแยกออกเป็นชายหญิงให้ทำภาระกิจก่อนกิจกรรมหนักจะบังเกิดในเบื้องหน้า
...หลังจากจองเต้นท์เสร้จ ผมก็เดินมาจ่ายค่าจ้างลูกหาบก่อนเดินทางไปประตูทางเดินขึ้นภูก่อนลงชื่อทะเบียนชื่อไว้ว่าเราขึ้นภูวันไหน


ระยะทางจากนี้ไปห้ากิโลเมตรเศษๆ กับเส้นทางเดินขึ้น พิสูจน์สมรรถภาพว่าคุณไหวไหม นี่เป็นการเดินขึ้นภูครั้งแรก ได้ยินแต่กิตติศัพท์ที่หลายคนมาครั้งแรกก็เข็ดหลาย แต่หลายคนก็ว่ามันคือสิ่งที่ท้าทายเพราะข้างบนมันมีบางสิ่งบางอย่างรออยู่ ระยะทางช่วง 100 เมตรแรกดูเหมือเรี่ยวแรงท่าจะไหว แต่จากนั้นเดินขึ้นเรื่อยๆ กับการไม่ได้ฟิตร่างกายมาก่อนลมแทบจับ หน้ามืด ตัวเบา เหมือนจะเป็นลม เหงื่อแตก หายใจถี่ ตัวเย็น โอนี่มันแค่สองร้อยเมตรแรกเท่านั้นจะไหวมั๊ย แต่ก้กัดฟันเดินต่อไป ไม่ไหวก็พัก พอไหวก็เดิน เหมือนว่าเส้นทางเริ่มต้นนี้มันก็ยากเย้นแสนเข็ญแล้ว จนในที่สุดผมก็ขึ้นถึงซำแฮก ซำแรกที่เป็นที่พักซึ่งจุดนี้ห่างจากปากทางเดินขึ้นมาแค่ 1 กม. เดียวเท่านั้น ในใจผมคิดว่า เอาน่า เหลืออีกแค่สี่กิโลเมตรเอง เราต้องทำให้ได้ บรรยากาศของซำแฮกนี้มีร้านขายอาหารหลายร้าน พื้นที่เป็นพื้นราบ สามารถมองดูทัศนียภาพในที่สูงระดับหนึ่งได้ มองเห็นเบื้องล่างพอรู้ว่าเป็นอะไร ผมพักเหนื่อยที่นี่อยู่ประมาณ 5 นาที ก่อนเดินทางต่อไป ดีหน่อยจากนี้ไปเป็นทางราบ จึงไม่ค่อยจะมีปัญหาเท่าใหร่ แต่มันก็ราบได้ประมาณ 200 เมตรก็จะเริ่มเดินขึ้นเขาอีกแล้ว และมันก้ชันขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเริ่มจะปรับตัวได้แล้ว ความลำบากเหมือนตอนเดินขึ้นซำแฮกไม่มีอีกแล้ว ผมเดินผ่านซำต่างๆ ขื้นไปเรื่อยๆ ถึงซำไหนก็พักเหนื่อยทักทายพูดคุยกับแม่ค้าไปเรื่อย ความหลากหลายทางธรรมชาติสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนตามความสูงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าใผ่ ป่าดิบเขา และมาสิ้นสุดที่ซำสุดท้ายคือ ซำแค่ ผมรวบรวมพลังทั้งหมดก่อนกัดฟันเดินขึ้นบนทางอันสูงชันนี้ และเป็นทางที่เดินยากลำบากที่สุดเพราะต้องเดินผ่านโขนหินและทางลัดเลาะเล็กๆ บางช่วงชันมากจนขนาดต้องทำบันใดเดินขึ้น แต่ไม่ต้องห่วงตลอดระยะทางขึ้น นักท่องเที่ยวทุกคนอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีเหงียบเหงา เพราะตลอดระยะช่วงเดินทางจะมีนักท่องเที่ยวเดินกันเป็นกลุ่มๆ ทั้งเดินขึ้นและสวนทางลงมา


นี่แหละบ้านหมา บ้านสนุปปี้ หรือเต้นท์ถาวร


หลังจากจัดแจงห้องหับ (เต้นท์เล็ก) จัดเก็บสัมภาระ จองผ้าห่มเครื่องนอนเสร็จสรรพ จุดแรกที่จะถ่ายรูปคือ พระอาทิตย์ตกที่ผาหมากดูก ซึ่งห่างจากที่ทำการไปทางทิศตะวันตก ซึ่งทางเดินจะอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพักของภูกระดึง ระยะห่างจากที่ทำการ 2 กม. ผมไปถึงที่นั่นพระอาทิตย์เกือบจะแดงแล้ว มีนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยไปรอดูพระอาทิตย์ลับฟ้าที่นั่น
...ที่ผาหมากดูมีลักษณะเป้นล้านกล้างมีทางเดินเชื่อไปยังหน้าผาต่างๆ มีร้านขายของสี่ห้าร้านไว้บริการ ผมเดินเลี่ยงไปทางฝั่งตะวันออกประมาณ 50 หามุมที่คนน้อยๆ เพื่อจะถ่ายภาพพระอาทิตย์ลับฟ้าที่คิดว่ามุมสวยที่สุดของหน้าผาแห่งนี้


 ผมไปถึงผาหล่มสักประมาณบ่ายสามนิดๆ เพราะเดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อยๆ เมื่อไปถึงก็อยากจะเห็นกับตาสักทีจะเหมือนกับที่เราเคยเห้นรุป หรือที่เคยแอบนึกไว้หรือไม่หรือ
...พอไปถึงคนไปนั่งรถกันเต็มหน้าผาแล้ว บ้างก็เข้าคิดถ่ายรูปกันกับหน้าผาแห่งนี้ ผมเดินหลบไปเดินดูอะไรอย่างอื่นเพื่อรอให้ถึงตอนเย็น โชคดีระหว่างทางเดินผมได้รู้จักกับน้องๆ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามสองคน คาดว่าคงเป็นแฟนกัน ผมได้น้องๆ สองคนนี่แหละเป็นเพื่อนคุยระหว่างรอเหตุการณ์สำคัญนั้น เกือบสามชั่วโมงผ่านไป เมื่อพระอาทิตยใกล้จะลับฟ้า บรรดาช่างภาพทั้งหลายทั้งมืออาชีพและมือใหม่ รุมกันเต็มหน้าผาเพื่อถ่ายรูปนั่นจนกระทั่งอาทิตย์ลับฟ้าไปในความมืดทุกคนจึงเดินทยอยกลับกันเป็นแถวยาวเหยียด


ณ จุดตรงนี้ มีกลุ่มนักท่องเที่ยวนั่งทานข้าวที่ห่อมากินกันกลางทาง ทันได้ได้ยินเสียงใสๆ จากสาวๆ " พี่ๆ พักทานข้าวด้วยกันไหม" ผมยิ้มรับพร้อมคำขอบคุณ ไม่นึกว่า จะมาเจอมิตรภาพที่ดีแบบนี้กลางฝืนผ่า ผมเดินตามเส้นทางเดินมาเรื่อยๆ ก่อนเจอทางแยก ผมเลือกเส้นทางไปสระแก้ว ซึ่งห่างจากทางแยกมาประมาณ 800 ร้อยเมตร ที่สระแก้วเป็นธารน้ำเล็กๆ น้ำใสมากมองเห้นพื้นเบื้องล่าง ผมถอดรองเท้านั่นเอาเท้าแช่น้ำเย็นและนั่งทานข้าวที่ห่อมาที่นี่คนเดียวครู่ใหญ่ สักพักได้ยินเสียงระฆังดังมาแต่ไกล ผมลุกและสวมรองเท้าเดินไปทางเสียงนั่น เส้นทางลัดเลาะตามป่าสนทืบซึ่งทางค่อนข้างแฉะ สองข้างทางมีป่าสนหนาและทุ่งหญ้า มีต้นกระดุมเงินขึ้นแซมเป็นระยะ ไม่นานก็มาถึงลานพระพุทธเมตตา หลังจากไหว้พระและถ่ายรุปพันธ์ไม้เล็กๆ แถวนั้นสักครู่ใหญ่ ก่อนเดินทางกลับเข้าสู่ที่ทำการซึ่งไม่ไกลจากลานพระพุทธเมตตานัก
... วันนี้ผมกลับเข้าสู่ที่พักแต่วันเวลาตอนนั้นบ่ายสามนิดๆ อากาศอบอุ่น ได้มีโอกาสอาบน้ำโดยไม่ต้องรอคิวเหมือนทุกวัน เพราะหลายคนทั้งนักท่องเที่ยวเก่าและมาใหม่ คงจะชุมนุมกันที่ผาหล่มสักเหมือนเคย วันนี้ผมต้องเตรียมตัวแพกกระเป๋าอีกครั้งเพราะพรุ่งนี้เช้าจะต้องเดินลงภูตามเส้นทางเดินที่เดินขึ้นมา
...ประมาณเก้าโมงเช้าของวันใหม่หลักจากสิ่งคืนกุญแจห้องคืนผ้าห่มเครื่องนอนที่เช่ามา ก็มาแวะจ้างลูกหาบขนสัมภาระบางส่วน เหลือติดตัวเพียงกล้องถ่ายรุปกะขาตั้งกล้องเผื่อเก็บภาพช่วงขาลงจากเขา
...ประมาณบ่ายสองเศษผมเดินลงจนถึงที่ทำการอุทยานด้านล่าง นั่งพักสักครู่ใหญ่ ก่อนเดินหาอะไรกินที่ร้านอาหารและซื้อของที่ระลึกหลังที่ทำการ จากนั้นก้แวะไปรับสัมภาระที่จ้างลูกหาบแบกลงมาด้านล่าง ก่อนเดินทางขึ้นรถสองแถวกลับผานกเค้า เพื่อขึ้นรถกลับสู่กรุงเทพอีกครั้ง
... ภาระกิจนี้เสร็จสิ้นลง มีเพียงภาพถ่ายกับบันทึกเล็กๆ ที่จดบันทึกไว้ ว่าครั้งหนึ่ง เราเคยไปพิชิตภูกระดึงมาแล้ว และมันเป็นเหมือนมนต์เสน่ห์ที่ตรึงตราตรึงใจตลอดเวลา แล้วผมจะกลับไปอีกครั้ง "ภูกระดึง"


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที