นิรนาม

ผู้เขียน : นิรนาม

อัพเดท: 15 ม.ค. 2015 08.28 น. บทความนี้มีผู้ชม: 146740 ครั้ง

www.thummech.com
คัมภีร์สงครามซุนวู เป็นตำราพิชัยสงครามในกองทัพ และขณะเดียวกันสามารถนำมาปรับปรุงในกิจการงานของตนเองได้ ผู้เขียนพยายามเขียนให้อ่านเข้าใจง่าย และพยายามยกตัวอย่างที่เห็นกันในชีวิตประจำวันเท่าที่จะนึกได้ ขอให้สนุกกับการอ่านนะครับ


บทที่ ๑๑ พื้นที่ ๙ ลักษณะ

 

“พื้นที่ยุทธศาสตร์แบ่งพื้นที่ได้เป็น ๙ ลักษณะ พื้นที่ทำลายขวัญ พื้นที่แนวหน้า พื้นที่ที่ได้เปรียบ พื้นที่เข้า-ออกสบาย พื้นที่น้ำมิตร พื้นที่ล่อแหลม พื้นที่วิบาก พื้นที่คอขวด และพื้นที่ความตาย”

 

                พื้นที่ทำลายขวัญ คือเมื่อกองทัพข้าศึกมารบในดินแดนเรา หรือเข้ามารบในพื้นที่ที่เราคาดไม่ถึง และทหารฝ่ายเราเกิดขวัญหนีดีฝ่อ ขวัญกองทัพก็จะไม่มี กำลังใจสู้รบก็จะถดถอย ถ้าอยู่ในพื้นที่นี้ไม่ควรที่จะรบให้แตกหักโดยเร็ว เพราะขวัญกำลังใจยังไม่พร้อม

                พื้นที่แนวหน้า คือแนวรบด้านหน้าที่ทัพเราเข้าทำการรบกับข้าศึก ถ้าตกอยู่ในพื้นที่ตรงนี้อย่าได้หยุดทัพโดยไม่มีความจำเป็น ควรมุ่งหน้าเดินทัพต่อไป

                พื้นที่ที่ได้เปรียบ คือพื้นที่ที่ฝ่ายเรามีความได้เปรียบทางยุทธภูมิ การรบก็เกิดการได้เปรียบขึ้น ถ้าตกอยู่ในพื้นที่นี้ต้องรีบเข้าชิงพื้นที่ หากว่าข้าศึกยึดได้ก่อนก็อย่าวู่วามบุกเข้าตี

                พื้นที่เข้า-ออกสบาย คือพื้นที่ที่ทั้งฝ่ายเรา ฝ่ายข้าศึกเข้าออกได้อย่างสะดวกสบาย ง่ายดาย ถ้าอยู่ในพื้นที่นี้ ต้องยึดไว้ และวางกำลังทหารตลอดแนวต่อเนื่องกัน อย่าให้ขาดการติดต่อทั้งกองทัพ

                พื้นที่น้ำมิตร คือพื้นที่ที่ฝ่ายใดบุกถึงก่อน และมีสัมพันธไมตรีกับประเทศรอบด้าน ประเทศทั้งหลายก็ให้การช่วยเหลือ ถ้าอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ให้เจริญสัมพันธไมตรีรอบด้าน และดึงเข้ามาเป็นพวกเพื่อการสนับสนุนด้านการรบ

                พื้นที่ล่อแหลม คือพื้นที่ที่ข้าศึกได้บุกเข้ามา และยึดพื้นที่นั้นได้แล้ว พื้นที่ส่วนนั้นก็จะอยู่ในกำมือข้าศึกอย่างไม่รู้ชะตากรรมว่าจะเป็นหรือตาย ถ้าตกอยู่ในพื้นที่นี้ต้องเตรียมรบแบบกองโจร คอยปล้นสะดม และตุนเสบียงเอาไว้

                พื้นที่วิบาก คือพื้นที่ที่เป็นสิ่งกีดขวางทางธรรมชาติในการเดินทัพเช่น ป่าเขา แม่น้ำ ห้วยหนอง คลอง บึง ถ้าตกอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ให้รีบเคลื่อนทัพออกห่างจากพื้นที่นั้นโดยเร็ว

                พื้นที่คอขวด คือพื้นที่ที่ปากทางแคบการเดินทัพต้องทยอยเดินผ่าน เมื่อข้าศึกจู่โจมก็สามารถนำกำลังน้อยเข้ารบ และชนะกำลังมากอย่างง่ายดาย ถ้าตกอยู่ในพื้นที่ตรงนี้ทางแก้ต้องรีบวางแผนที่จะตีฝ่าออกไปให้ได้

                พื้นที่ความตาย คือพื้นที่ที่ต้องรบชนะให้เร็วไม่เช่นนั้น ก็จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ถ้าตกอยู่ในพื้นที่นี้ต้องสู้ตายเพื่อความอยู่รอด

 

                ผู้เชี่ยวชาญในการรบ ย่อมสามารถทำให้

-          กองกำลังข้าศึกทั้งแนวหน้า และกองหนุนไม่สามารถเข้าช่วยเหลือกันได้ทัน ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

-          หน่วยหลักกับหน่วยย่อยต่างคนต่างรบกันอย่างชุลมุน

-          เกิดความระส่ำระสายในกองทัพทั้งแม่ทัพ และทหาร

-          หน่วยเหนือ และหน่วยขึ้นตรงขาดการติดต่อกัน

-          ทหารข้าศึกมีความสับสนวุ่นวายไม่เป็นระเบียบ ฯลฯ

 

                ผู้ที่เชี่ยวชาญในการรบ ที่สามารถทำได้อย่างนี้ และมองว่าทัพฝ่ายเราได้เปรียบก็ให้บุกเข้าโจมตี แต่ถ้าดูรูปการแล้ว ไม่ได้เปรียบ ก็อย่าได้เข้าโจมตี

                จะทำอย่างไรถ้าข้าศึกมีความพรั่งพร้อมทุกอย่างทั้งกำลัง และสรรพาวุธที่กำลังจะบุกโจมตีเรา ?  

                คำตอบก็คือจงตั้งสติ อย่าประมาท และวางแผนที่โจมตีข้าศึกในส่วนที่ข้าศึกมีความหวงแหน (กล่องดวงใจ) แล้วข้าศึกก็จะยินยอมทำตามทุกอย่างโดยไม่มีทางขัดขืน

 

                หลักสำคัญในการทำสงคราม และเป็นหลักที่ผู้นำทัพต้องยึดถือ

                ความรวดเร็ว ทำอะไรต้องทำอย่างรวดเร็ว รอบคอบ

                ช่วงชิง ความได้เปรียบจากการที่ข้าศึกไม่ได้เตรียมตัว  

                ทำสิ่งไม่คาดฝัน ทำในสิ่งที่ข้าศึกคาดคิดไม่ถึง

                เข้าตีเมื่อประมาท ช่วงที่ข้าศึกมีความประมาทไม่ระมัดระวังตัว

 

                หลักสำคัญเมื่อรุกเข้าไปสู่ดินแดนข้าศึก ก็คือการสามัคคี รวมพลังกันอย่างแน่นหนา แล้วจะไม่มีใครต้านได้

                วางแผนในการรู้จักใช้พื้นที่ด้วยความเหมาะสมตามยุทธศาสตร์ พร้อมกับมีกองกำลังที่ปรับตัวได้ตามพื้นที่ที่เข้ารบ จะสร้างความได้เปรียบให้กองทัพ และสร้างความกล้าหาญให้เหล่าทหาร นั่นคือจุดมุ่งหมายในการบริหารกองทัพ

                ผู้นำทัพที่ดีต้อง สงบสุขุม เยือกเย็น ไม่หวั่นไหว ไม่ลำเอียง สามารถควบคุมสติตัวเองได้ สามารถเปลี่ยนแผน และพลิกแพลงกลยุทธได้ โดยข้าศึกไม่สามารถคาดเดาว่ากำลังทำอะไรอยู่ เป็นศูนย์รวมขวัญกำลังใจของเหล่าทหาร และพร้อมต่อสู้ทุ่มเทในสภาวะที่ดูเหมือนหมดสิ้นหนทาง นี้ก็คือ หน้าที่ของผู้เป็นแม่ทัพ

                พื้นฐานในการปฏิบัติการทางทหาร อยู่ที่สามารถปรับตัวเองให้สอดคล้องกับสภาวะ สถานการณ์ และเปลี่ยนไปตามแผนของข้าศึก

                ศึกษาติดตามสถานการณ์ความเป็นไปของข้าศึก เพื่อที่จะนำมาปรับใช้กับแผนของกองทัพฝ่ายเรา


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที