ภาวุธ

ผู้เขียน : ภาวุธ

อัพเดท: 21 พ.ย. 2006 07.00 น. บทความนี้มีผู้ชม: 12541 ครั้ง

ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลา - ประมาณ 30 พฤษจิกายน นะครับ.... ขอหาความสงบ ศึกษาพระธรรม สร้างมุมมองใหม่ให้กับชีวิต
* คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ อนุญาตให้เผยแพร่ที่เว็บส.ส.ท. ขอบคุณครับ


28/10/06 วันบวช

28/10/06 วันบวช

 

(เขียนวันที่ 29/10/06 ใต้ต้นไม้ข้างศาลา วัดท่าเรือ)

 

วันนี้ผมตื่นมาตอนเช้า 7 โมงกว่า ทานข้าวต้มเจ แต่เช้า พิธีบวชจะเริ่มตอน 8.30 เป็นการนัดรวมตัวที่ใต้ศาลาวัด แต่มีเพื่อนๆ แกงค์ 3 ช่า เข้ามาก่อน เฉื่อย, มินท์, โอ๊ค, อุ้ย (กลุ่มนี้เพิ่งแต่งงานเดือนนี้เอง) และอีกซักพักก็มีกลุ่มน้องๆ ชมรม SEM ตามมาที่บ้านก่อน ผมแต่งตัวเป็นชุดนาคออกจากบ้านมาเลย (ชุดนาคเป็นชุดห่มขาว  ขาดเข็มขัดทอง ใส่เสื้อขาวคลุม) พวกเราออกเดินทางไปที่วัด โดยใช้เวลา 2 นาทีถึง (บ้านอยู่ตรงกันข้ามกับวัด) มาถึงวัด 8.20  เจอ ฮิม มารอแล้วคนแรก

พิธีเริ่มที่ใต้ศาลา กาญจนคุณอนุสรณ์ ในวัดท่าเรือ ซักพักคนก็เริ่มทะยอยมา น้องจากที่บริษัท ตลาด ดอท คอม มากัน 30 กว่าคน, น้องๆ Young Webmaster Camp, พี่เอ๋ APEC IBIZ4, เพื่อนโรงเรียนอุดมวิทยา ที่อยู่ที่ท่าเรือ (เชษฐ์, เอ๋ วลีพร, โต, นา) และคนื่นๆ อีกเพียบ หลังจากนั้นก็ถ่ายภาพร่วมกันกับครอบครัว และเพื่อนแต่ละกลุ่ม

 

พอถึงเวลา 9 โมงก็ได้เวลา เริ่มเดินขบวรแห่นาค เดินวนรอบโบสถ์ 3 รอบ โดยนาค(ผม) จะเป็นคนเดินรั้งท้ายของขบวร เมื่อครบ 3 รอบแล้ว ก็ต้องมาขอขมา สิ่งศักดิ์สิทธ์ ก่อนเข้าไปในโบสถ์ และก็ต้องทำการโยนเหรียญ ให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคน ก่อนที่จะเดินเข้าโบสถ์จะต้องเดินข้ามธรณีประตูโบสถ์ ซึ่งผู้ที่อยู่หน้าประตูจะต้องช่วยกันพานาคข้ามมา และก็เดินไปทำพิธีที่หน้าพระประธาน โดยมีคณะพระอุปัชฌาย์ รออยู่แล้ว พระอุปัชฌาย์ของผมคือ เจ้าอาวาส (พระใบฏีกาวิชยง ถาวโร) ในเวลานี้น่าตื่นเต้นมากๆ เพราะทุกสายตาจะจับจ้องอยู่ที่ผมทั้งหมด ซึ่งสัมผัสได้เลย ถึงแม้ว่าผมจะนั่งหันหลังให้กลับกลุ่มญาติโยมที่มา ช่วงแรกพระอุปัชฌาย์ ก็จะกล่าวให้ความรู้ และจะให้เราไปแต่งตัวเป็นพระ (มีพระพี่เลี้ยงคอยช่วย) และกลับเข้ามาทำพิธีต่อ ฉายาที่ผมได้คือ "ภาวุโธ"

 


ภาพบรรยกาศตอนเข้าพิธี


และก็เริ่มเข้าสู่พิธีการที่จะต้องเข้าสู่การเป็นพระ และต้องท่องบทสวด ซึ่งเมื่ออถึงเวลานั้น ปรากฏว่า บทสวดทุกอย่างที่ท่องมา ผมลืมหมดเลย จำอะไรไม่ได้ซักอย่าง มันกดดันมากๆ เพราะทุกคนจ้องเราหมด พระผู้ช่วยอุปัชฌาย์ (หลวงลุงเต้นท์ และหลวงพี่ต้อม) ก็เลยต้องให้เราท่องบทสวดดังๆ เพราะเค้าจะคอยบอกบทสวดอีกทีนึง โดยให้เราท่องตาม (ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่เกร็งมากๆ) กว่าจะจบพิธีก็เหนื่อยเอาการ เพราะการทำพิธี เราต้องคุกเข่าอยู่เป็นเวลานาน จนเท้าชา แทบเดินไม่ได้ ตอนลุก



ภาพตอนรับเป็นพระแล้ว

 

 

หลังจากจบพิธี เป็นช่วงที่โล่งมากๆ สิ่งที่เตรียมมาหลายเดือน เวลาที่ผมตั้งใจรอมาแสนนานก็เป็นความจริง ผมเดินออกมาจากโบสถ์ในสถานะที่เป็น "พระสงฆ์" เต็มตัว สะพายบาตรและย่าม พร้อมห่มเหลือง เวลานี้ผมต้องถือศีล 227 ข้อแล้ว ในระหว่างที่กำลังเดินออกมาที่หน้าโบสถ์ผู้คนที่อยู่ในโบสถ์ต่างก็นำปัจจัย (เงิน) ใส่ซอง มาใส่ไว้ในย่ามของผม ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ เป็นปัจจัยที่สำหรับใว้ใช้จ่ายในช่วงเป็นพระ ซึ่งมีคนนำซองมาใส่จนเต็มย่าม และก็ออกมาถ่ายภาพคู่กับบรรดากลุ่มแขกที่มาร่วมงานในวันนั้น

 


ภาพแกงค์เพื่อน 3 ช่า


ภาพร่วมกับน้องๆ TARAD Dot Com

  หลังจากเสร็จพิธี ก็เป็นงานทานอาหารร่วมกัน โยมป๊า จองโต๊ะอาหารจีน(เจ) ไว้ 20 โต๊ะ (ตอนแรกผมบอกโยมป๊าไว้ว่าน่าจะมีเพื่อนๆ มาร่วมงานประมาณ 50 คน แต่เอาจริงๆ งานนี้่น่าจะมีคนมาร่วมเกือบ 200 คนเห็นจะได้)

 

ช่วงทานอาหาร ผมก็นั่งร่วมกับเจ้าอาวาส ก็สอบถามผมว่าทำอะไรอยู่ ก็คุยไปคุยมา ก็พูดถึงการทำเว็บให้กับวัดท่าเรือ และหลวงพ่อ (เจ้าอาวาส) ก็พูดถึงธรรมะว่า "คนเราเกิดมาทำไม?"  ซึ่งคำตอบนี้ท่านพระพุทธทาสภิกขุ บอกว่า "คนเราเกิดมาเพื่อผู้อื่น" เป็นความหมายที่ดีจริงๆ ดังนั้นคนเราเมื่อเกิดมา ควรหมั่นขยันทำดีให้เกิดขึ้น และสร้างสิ่งต่างไม่ใช่เพื่อส่วนตัว แต่สำหรับผู้อื่น

 


ภาพร่วมกับครอบครัวของเอ็ม


ภาพร่วมกับน้องๆ Young Webmaster Camp

 

พอกินกันเสร็จ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ก็เริ่มทะยอยกลับบ้านกัน บางกลุ่มก็เดินทางไปเที่ยวในเมืองกาญจน, น้ำตกต่อ ในช่วงเก็บงานมีลูกแมวตัวนึงที่เอ็มเจอและอุ้มไว้ตลอด ปกติเอ็มจะแพ้แมว (จาม คันและมีผื่นขึ้น) แต่กับแมวตัวนี้ ปรากฏว่าเอ็มไม่แพ้เลย ซึ่งตอนเก็บของใส่รถกระบะที่บ้านผม ลูกแมวตัวนี้ติดออกไปกับรถกระบะ (เกาะท้ายไป) ก็เลยต้องโทรบอกให้คนขับหยุดดูว่า มันอยู่รึเปล่า เพราะกลัวมันตกลงมา ซึ่งปรากฏว่าอยู่จริงๆ ก็เลยขับเอากลับมาส่ง เอ็มก็เลยจะเอากลับไปเลี้ยง และอาม่าก็ตั้งชื่อมันว่า "นำโชค" เพราะดูเหมือนมันอยากออกไปจากวัด ไปอยู่ด้วยมากๆ

 

จนช่วงบ่ายๆ ทุกๆ คนก็กลับกันหมดแล้ว ผมก็เลยนอนพักซักพัก ตื่นขึ้นมาเย็นๆ ก็มาอ่านหนังสือ (เตรียมหนังสือธรรมะไป 2 เล่ม) และช่วง 4 โมงเห็นพระ ออกมากวาดลานวัดกัน ผมก็เลยลงมาร่วมกวาดลานวัดด้วย การกวาดลานวัด เป็นการฝึกสมาธิดีได้เช่นกัน หลังจากกวาดลานวัด ผมก็ได้มีโอกาสคุยกับ หลวงพี่พร (พระพี่เลี้ยงของผม) ก็ได้สอนการใส่และนุ่งจีวร และพอถึงช่วง 6 โมงก็มีการทำวัดเย็น โดยหลวงลุงเต็นท์ (37 พรรษา) เป็นผู้นำการสวด ผมก็เปิดหนังสือท่องบทสวดมนต์ไปด้วย หลังจากเสร็จทำวัตรเย็น  ผมก็นั่งคุยกับ พระอีกรูปชื่อ พร (4 พรรษา) (ชื่อเหมือนกับพระพร ที่เจอช่วงบ่าย) กำลังสอบ มสธ. อยู่ นั่งคุยกันถึงดึกๆ  พระพร ถามว่าจะไปอยู่วัดไหน ผมบอกว่าจะไปอยู่วัดป่าสุวรรณธวราราม แกก็เลยไปเอาหนังสือ "อยู่วัดป่า" เป็นหนังสือที่เคยมีคนไปอยู่ที่วัดนั้นและเขียนเอาไว้มาให้ผมอ่าน ซึ่งคนเขียนคนนั้นคือ คุณกำธร ล้อวงศ์งาม เพื่อนของโยมป๊า ที่ผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ พอซักพักพวกเราก็แยกกันไปนอน ตอนประมาณ 5 ทุ่ม ผมเองก็นั่งอ่านหนังสือเล่มนั้น ด้วยความสนใจยันดึกก่อนที่จะสวดมนต์ และนอน

 

คืนนั้นผมนอนหลับไป แต่ตื่นมาตอนดึก เพราะได้ยินเสียงเหมือนมีคนเดินในห้อง ก็เลยลืมตาดูแว็บๆ ก็คิดว่าเป็นเสียงพัดลมพัดหนังสือ แต่อีกใจก็ไม่แน่ใจ ว่ามันคืออะไร?


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที