cherubsj

ผู้เขียน : cherubsj

อัพเดท: 02 ก.พ. 2011 20.40 น. บทความนี้มีผู้ชม: 2141 ครั้ง

มองโลกในเก้าห้อง


โลกเก้าห้อง [นวัตกรรมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก]

ฝนเทลงมา มันอาจเรียกได้ว่าเป็นคราวซวยของผมที่ไม่ได้เอาร่มมา แต่ผมไม่ได้แคร์นั่นหรอกนะเพราะว่าผมไม่เชื่อเรื่องโชคลาง ที่ผมติดคำว่าซวยมาคงเป็นเพราะการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่ผู้คนชอบขูดต้นไม้และใช้การดูดวงเป็นตัวตัดสินใจในการดำเนินชีวิต หรือไม่ก็เพราะว่ามันไม่มีคำจำกัดความใดๆมาอธิบายเรื่องที่เกิดกับผมทั้งหมดในวันนี้ได้อีกแล้ว ผมข้ามถนนสองเลนไปอีกฝั่ง ตรงอีกฟากของถนนเป็นอาคารแถวที่มีปลายหลังคายื่นเลยมาบนทางเท้า มันกว้างพอจะให้ผมเข้าไปเบียดหลบฝนกับแมวตัวหนึ่งที่อยู่มาก่อน ผมมองดูมันแล้วกล่าวทักทายเพื่อนร่วมชะตากรรมก่อนจะรออย่างใจจดใจจ่อและหวังว่าในไม่กี่นาทีข้างหน้าฝนมันจะค่อยๆซาลงและหยุดตกในที่สุด ฝนสาดเลยเข้ามากระทบผิวกายของผม ผมเอามือกอดอกเพื่อบรรเทาความหนาว เจ้าเหมียวข้างๆนอนขดเป็นก้อนกลม ดูไกลๆ คล้ายกองพรมเช็ดเท้าสีทึม ผมขยับตัวไปแนบกำแพง มันเป็นเวลาชั่วขณะหนึ่งที่ผมพบว่าข้างหลังผมเป็นประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ซึ่งมันแขวนป้ายไว้ว่าเปิด ผมไม่รอช้าที่จะเบี่ยงตัวเข้าไปหลบฝนในนั้น แผนผมพังตอนที่เห็นเคาน์เตอร์ข้างหน้า ป้ายตั้งโชว์หราว่า จำหน่ายตั๋ว นี่ละหนา คนมันถึงเลือกเข้าโรงหนังมากกว่าพิพิธภัณฑ์ในเมื่อทั้งคู่ต่างก็ต้องเสียเงิน แล้วทำไม่ถึงจะไม่เลือกอันที่ให้ความบันเทิงได้มากกว่าล่ะ ผมกำลังจะหันหลังกลับ ในขณะที่ชายแก่คนหนึ่งเดินออกมา "จะรีบไปไหนล่ะไอ้หนู อีกสิบนาทีจะปิดแล้ว เข้ามาดูฟรีก็ได้" เขาบอกผม ผมกล่าวขอบคุณ ชายแก่บอกว่าให้เดินตามลูกศร ผมเดินไปเข้าห้องแรก ผมนึกไม่ออกเลยว่าตัวเองอยู่ที่ไหน ตอนเดินเข้าไปผมพบว่าตัวเองยืนอยู่บนทางแคบๆที่เป็นพื้นดิน อันที่จริงมันก็เป็นพื้นปูนนั่นแหละแต่ใครบางคนพยายามทำให้มันดูเหมือนพื้นดิน สองข้างทาง ผมหมายถึงไอ้บริเวณที่นอกเหนือไปจาก พื้นดินนั่น เป็นทุ่งนา มีหุ่นไล่กาตั้่งอยู่คู่กับควายอาบโคลน มันลากคันไถอยู่ ตรงหน้าผมคือวัวเทียมเกวียนกำลังลากเกวียนไม้เก่าๆไปตามทาง ผมจ้องมองไปทั่วๆเพื่อจะหาคำอธิบายว่าคนสร้างห้องนี้ต้องการจะบอกอะไร แต่ก็ไม่พบ ผมเลยเดินตามป้ายลูกศรเข้าไปสู่ห้องถัดไป มันคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัดมาก ผมยืนอยู่บนพืื้นลาดยาง สองข้างทางที่เคยเป็นทุ่งนาเมื่อห้องที่แล้วกลายเป็นอาคารสูงเสียดฟ้า ห้างสรรพสินค้าแทรกตัวอยู่ในอาคารเหล่านั้น มีป้ายโฆษณาเขียนด้วยตัวหนังสือภาษาอังกฤษสั้นๆแปะอยู่ มันคือคำว่าเซล หรือแปลเป็นไทยได้ว่าลดราคา บริเวณที่เคยเป็นเกวียนเปลี่ยนเป็นรถยนต์สี่ล้อยี่ห้อหรูเหมือนเคย ไม่มีคำอธิบายใดๆปรากฎอยู่ ผมเดินผ่านประตูสู่ห้องถัดไป ห้องถัดมาไม่ได้มีหุ่นหรือโมเดลอะไรแต่อย่างใด มันถูกจัดให้เป็นบอร์ดแสดงความรู้ซึ่งอ่านจับใจความได้ว่า คาร์ล เบนซ์วิศวกรชาวเยอรมันคิดค้นรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สำเร็จเป็นคันแรกของโลกในปีพ.ศ. 2429 มันเป็นรากฐานของรถยนต์ในยุคปัจจุบัน คาร์ล เบนซ์เป็นคนทำให้การเดินทางของมนุษย์เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ขอบคุณนะที่ทำให้ผมไม่ต้องขี่ควายไปโรงเรียน ห้องถัดไปเป็นท่าเรือ มีเรือลำใหญ่ชื่อรอยัลออฟอิงแลนด์จอดอยู่ในลักษณะกำลังจะออกเดินทาง ลูกเรือกรูกันอยู่ตรงชานด้านหน้า บางคนแต่งชุดคอปกกับโจงกระเบน บางคนแต่งชุดธรรมดา พวกเขากำลังโบกมือลาญาติครอบครัวที่ ฝั่ง ผมไม่เข้าใจมันเลย มันดูไม่เกี่ยวข้องกับห้องสามห้องที่ผมผ่านมาแม้แต่น้อย ผมเดินเข้าไปในห้องถัดมา ทิวทัศน์เปลี่ยนไป จากที่ยืนอยู่บนท่าเรือกลายมาเป็นยืนอยู่ในสนามบิน ผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในปล่องที่ต่อเข้ากับประตูเครื่องบินซึ่งเห็นได้ผ่านกระจกใสที่ตั้งอยู่ข้างๆ บางคนกำลังโบกมือลาเพื่อนพี่น้องที่แสดงสีหน้าเสียใจอย่างที่สุด ผมพอจะนึกออกว่าเขาต้องการจะบอกอะไร แต่อย่างไรก็ดี ข้อเฉลยน่าจะอยู่ห้องถัดไป ผมไม่รอช้าที่จะเดินตามลูกศรเปลี่ยนห้อง มันมีข้อมูลบอกไว้ว่า หลังจากคาร์ล เบนซ์ประดิษฐ์เครื่องยนต์แบบเผาไหมได้สำเร็จเพียง 17 ปี สองพี่น้องตระกูลไรท์สามารถพาตัวเองเหินฟ้าได้ด้วยเครื่องบินคันแรกของโลก หลังจากการทดลองอันยาวนาน วิลเบอร์และออร์วิล ไรท์ทำความฝันของมวลมนุษย์ที่จะขึ้นบินราวกับนกได้สำเร็จ มันเปลี่ยนแปลงโลกใบกว้างของเราไปอย่างสิ้นเชิง ห้องถัดมาถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ทางขวามือเป็นหุ่นผู้ชายในสมัยก่อนที่กำลังหย่อนจดหมายลงในตู้ ที่ผมบอกได้ว่าเขาอยู่ในสมัยก่อนก็เพราะเขาแต่งตัวโบราณเหมือนกับผู้หญิงอีกฝั่งที่ยืนอยู่หน้าบ้าน กำลังเปิดซองจดหมายที่หุ่นบุรุษไปรษณีย์เพิ่งจะยื่นให้ แววตาและสีหน้าเธอดูมีความสุข ผมกะแล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ ห้องถัดมาเป็นห้องที่ถูกแบ่งเป็นสองฝั่งเช่นกัน ทางขวามือมีหุ่นผู้ชายนั่งอยู่บนโซฟา ถือโทรศัพท์มือถือแนบหู ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นหุ่นผู้หญิง น่าจะกำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับผู้ชายคนนี้ สีหน้าเธอยิ้มแย้มแจ่มใส ราวกับโลกทั้งใบมีแต่เรื่องดีๆ บอร์ดแสดงความรู้ในห้องถัดมาช่วยจรรโลงให้ผมรู้ว่า นักประดิษฐ์จากบริษัทโมโตโรล่าเป็นชื่อมาร์ติน คูเปอร์ เป็นผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกซึ่งหนักกว่าหนึ่งกิโลกรัม ผมนึกถึงอันที่อยู่ในกระเป๋ากางเกง มันน่าจะหนักไม่เกินสามขีด แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ถ้าไม่มีอันที่หนักหนึ่งกิโลกรัมของเขาในวันนั้น ก็คงไม่มีอันที่หนักสามขีดของผมในวันนี้ พิพิธภัณฑ์มีต่อที่ชั้นสองแต่ชายแก่คนเดิมเดินเข้ามาบอกว่าส่วนข้างบนปิดไปแล้ว เขาบอกว่าผมหลบอยู่ในนี้ก่อนได้แต่ผมปฎิเสธไปหลังจากกล่าวขอบคุณ ข้างนอกฝนซาลงแล้ว ผมตัดสินใจเดินฝ่าฝนออกไป น้ำฝนที่หยดลงบนหัวช่วยให้ผมมองอะไรได้กระจ่างมากขึ้น สิ่งที่พิพิธภัณฑ์พยายามจะบอกก็คือโลกที่เปลี่ยนไปด้วยฝีมือของใครซักคน แต่จริงๆแล้วสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่วิถีชีวิตของผู้คนอย่างที่คิดๆกัน มันมีบางอย่างที่เปลี่ยนไปด้วย คุณภาพของสังคมไง น่าเสียดายที่มันเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้าม หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือน้ำโคลนที่กระเด็นมาถึงขอบกางเกงผม ที่จริงมันควรนอนอยู่ก้นแอ่งถ้าใครบางคนไม่ขับรถด้วยความเร็วสูงเกินไป ผมก็ใช่ว่าจะตัวเท่าแมว มันคงไม่ยากที่จะสังเกตเห็นซักเท่าไรหรอกมั้ง ช่วงเวลาสั้นๆ นั้นผมได้รู้อะไรบางอย่าง โลกน่ะหมุนอยู่ตลอดเวลา วันเดือนปีก็เดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ พร้อมๆ กันนั้น ในขณะที่เวลาดำเนินไป ใครบางคนจากบางมุมโลกกำลังคิดค้นอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะทำให้โลกเปลี่ยน แต่ถ้ามันจะเปลี่ยนก็ไม่มีใครรู้สึกถึงมัน จนกว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะส่งผลอย่างฉับพลันหรือไม่ก็สิ่งๆ นั้นได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิมไปอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตาม โลกไม่ได้ถูกทำให้ดีขึ้นไปซะทุกด้านๆหรอกนะ อาจจะจริงที่ว่า ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เราแค่ต้องปรับตัวให้เข้ากับมันและใช้ชีวิตให้มีคุณค่าในแบบของเราให้มากที่สุด

บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที