นิชาภา

ผู้เขียน : นิชาภา

อัพเดท: 05 ต.ค. 2009 08.41 น. บทความนี้มีผู้ชม: 8186 ครั้ง

บทความนี้ มุ่งนำเสนอและทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ในแง่มุมต่าง ๆ อันได้แก่ ความหมายและความสำคัญของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ความเป็นมาของการนำระบบดังกล่าวมาใช้ในภาคราชการไทย หลักการของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ องค์ประกอบของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ และอื่น ๆ โดยเฉพาะความเข้าใจเกี่ยวกับปัจจัยที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ ความเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ และสิ่งสำคัญที่พึงระวังซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคให้เกิดความล้มเหลวต่อการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์นี้ และยังชี้ให้เห็นเป็นการทบทวนถึงการปรับใช้องค์ความรู้เรื่องดังกล่าวในระบบบริหารภาครัฐไทยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยองค์ความรู้ในเรื่องนี้ปัจจุบันนับได้ว่ามีพลวัตที่ค่อนข้างสูง ตามกระแสความนิยมและความเปลี่ยนแปลงไปของหลักการพื้นฐานด้านรัฐประศาสนศาสตร์หรือการบริหารจัดการภาครัฐ รวมตลอดจนถึงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศของภาคเอกชนที่หลายหน่วยงานภาครัฐใช้เป็นต้นแบบและนำมาปรับใช้กับองค์การภาครัฐเพื่อเป็นกลไกและเครื่องมือสร้างความสำเร็จในการบริหารกิจการสาธารณะ อย่างไรก็ดี บทความนี้ ไม่ได้มุ่งเนื้อหาในเชิงทฤษฎีมากนักเนื่องจากมักเป็นที่เข้าใจยากโดยเฉพาะในแง่ของการทบทวน หรือการขยายขอบเขตไปวิพากษ์แนวคิดทฤษฎี และการวิพากษ์ผลการนำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ไปใช้ในระบบราชการไทย เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ย่อมมีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายเห็นต่างกันไปบ้าง และในประการหนึ่งนั้น แม้ในความเป็นจริงที่แนวคิดเรื่องการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์จะได้รับการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางในรอบหลายปีที่ผ่านมา แต่สำหรับบุคลากรภาครัฐไทยในแง่ผู้ปฏิบัติเอง กลับน่าจะมีไม่มากนักที่จะเข้าใจกับมันอย่างลึกซึ้งมากไปกว่าการรับคำสั่งจากหน่วยเหนือหรือผู้บังคับบัญชาระดับบนมาปฏิบัติ


การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ให้สัมฤทธิ์ผล ตอนที่ 5

องค์ประกอบของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์

 

ในงานเขียนของ Louisette Bizier และ Bruno Lefèvre  เรื่อง “INF.12: Result-Based Management Framework and Roadmap”  ซึ่งนำเสนอต่อ World Heritage Centre, UNESCO ในเดือนพฤษภาคม 2006 ที่ผ่านมา  ได้กล่าวถึงการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ไว้ว่าเป็นข้อเสนอพื้นฐานที่กล่าวถึงการสร้างผลการปฏิบัติงานและการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ ตอบสนองต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกและภายในองค์การในลักษณะที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เชิงการบริหารและการตัดสินใจ (management learning and decision-making)  โดยที่ระบบการบริหารแบบนี้  ก็จะมีระดับที่แตกต่างไปในแต่ละองค์การ โดยในกระบวนการของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์นี้  มีองค์ประกอบในแง่ของขั้นตอนของการนำไปดำเนินการ

หากจะทำความเข้าใจถึงองค์ประกอบของแนวคิดของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ให้ได้อย่างละเอียดมากขึ้นแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า เราควรลงลึกเข้าไปทำความเข้าใจถึงบริบทของการบริหารงานแบบนี้ที่มุ่งมองถึงการบริหารทรัพยากรที่มีอยู่อย่างประหยัด (Economy) อันได้แก่ ทรัพยากรในการดำเนินงานด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตั้งแต่จำนวนบุคลากร วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือ การบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) เป็นการเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยนำเข้า (Inputs) กับผลผลิต (Output) ได้แก่ การสร้างผลผลิตในระดับที่สูงกว่าปัจจัยนำเข้าได้ผลลานที่บรรลุเป้าหมายขององค์การ (Effectiveness) คือ การเปรียบเทียบระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้  โดยปัจจัยหลักพื้นฐานที่จะทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์สามารถประสบผลสำเร็จได้ก็คือ การมีระบบข้อมูลที่เที่ยงตรงเชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบข้อมูลตัวชี้วัดผลงานเพื่อให้ทราบความคืบหน้าของงาน หรือการมีระบบการเงินและบัญชีเพื่อให้ทราบต้นทุนค่าใช้จ่ายในแต่ละงาน โดยการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องนี้เองจะช่วยให้ผู้บริหารทุกระดับสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง (สุพจน์ บุญวิเศษ, 2549: 6)  พร้อมกับ เป็นรูปแบบการบริหารที่เน้นความรับผิดชอบในการนำงบประมาณของแผ่นดินที่ได้จากภาษีประชาชนมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลงานที่เป็นรูปธรรม และเหนือสิ่งอื่นใดประชาชนทั่วไปเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการที่องค์การมีการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพราะจะได้รับบริการที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการยิ่งขึ้น

โดยอาศัยทัศนะของนักวิชาการและผู้รู้หลายท่าน  การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีองค์ประกอบที่สำคัญจำแนกได้เป็นประการต่าง ๆ ได้แก่

                1)  การกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายองค์การ  วัตถุประสงค์และเป้าหมายขององค์การ คือ ผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวัง ดังนั้นการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง และเป็นส่วนสำคัญของการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ภายใต้วิสัยทัศน์และ                    พันธกิจของหน่วยงาน (Vision and Mission) องค์การจึงเริ่มต้นที่การกำหนดวิสัยทัศน์และทบทวนพันธกิจภายใต้ภาวะแวดล้อมใหม่ๆที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นเป็นการกำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การ เป้าหมาย และกลยุทธ์หลัก

                2)  การกำหนดตัวชี้วัดการบรรลุเป้าหมายและผลการปฏิบัติงาน (Performance Indication and Key Result Area Determination) การกำหนดปัจจัยหลักและตัวชี้วัดผลการปฏิบัติงานเพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลงาน เช่น ด้านสมรรถนะภายในองค์การ ได้แก่ บุคลากร โครงสร้าง กระบวนการ ด้านการเงิน ได้แก่ ประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ประหยัด ซึ่งในแต่ละด้านต้องมากำหนดตัวชี้วัดและรายละเอียดต่างๆเพื่อให้มีความสมดุลกัน  ตัวอย่างที่เป็นตัวแบบของการจัดทำหรือกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของงานภาครัฐได้แก่ กรอบแนวคิดการพัฒนาตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด  ซึ่งประกอบด้วยวิสัยทัศน์  ภารกิจ  วัตถุประสงค์  เป้าหมาย  ยุทธศาสตร์เป็นตัวตั้ง  แล้วจึงพัฒนาตัวชี้วัดเบื้องต้นโดยการวิเคราะห์จากแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา จังหวัด  และสืบค้นจากเอกสารทางวิชาการ  รายงานผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง    ก่อนนำไปให้หัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดพิจารณาให้ความเห็น เป็นต้น  ทั้งนี้  ตัวชี้วัดตามกรอบตัวแบบของการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ที่สามารถนำมาใช้วัดความสำเร็จขององค์การหรือองค์การ มีหลายประการได้แก่   ปัจจัยนำเข้า (Input)  ผลผลิต (Output)  ผลลัพธ์ (Outcome)  ประสิทธิภาพ (Efficiency)  ประสิทธิผล(Effectiveness) ความคุ้มค่า/ความประหยัด (Cost-Economy Effectiveness) ปริมาณงาน (Workload) สารสนเทศเชิงอธิบาย (Explanatory Information)  ทุนมนุษย์ (Human Capital) นวัตกรรม (Innovation) ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction)  ความพึงพอใจของทีมงาน (Employees Satisfaction) ผลการดำเนินการ (Organization Result) เป็นต้น ซึ่งจะได้นำเสนอต่อไป  (ทศพร ศิริสัมพันธ์,2543 :148-150;  สุพจน์ ทรายแก้ว, 2543:137-138)

                3)  การจัดทำข้อตกลงเพื่อให้รับรู้ถึงเป้าหมาย (Performance Agreement) การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์เน้นเรื่องภาระความรับผิดชอบต่อการบรรลุเป้าหมาย อำนาจหน้าที่ทรัพยากรที่ใช้ สิ่งตอบแทนที่จะได้รับ ระยะเวลาของสัญญา

                4)  การจัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology System) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยในการจัดทำฐานข้อมูล เพื่อนำมาสนับสนุนการตัดสินใจ การวางแผน การควบคุมงานและการประเมินผล ที่ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและตัวเลขต่างๆมากขึ้น ความรู้และเครื่องมือของเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถทำให้การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มีประสิทธิภาพขึ้น

                5)  การปรับปรุงงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) การปรับปรุงงานถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในกระบวนการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ เพราะการดำเนินงานย่อมมีปัญหาและอุปสรรคเกิดขึ้น หรือแม้จะไม่พบปัญหาอุปสรรคก็อาจจะพบวิธีการปฏิบัติงานใหม่ๆที่ดีขึ้นกว่าเดิม

                6)  การวัดและประเมินผลงาน (Performance Measurement and Evaluation) เป็นการวัดผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ เมื่อพบความแตกต่างก็นำมาวิเคราะห์หาสาเหตุเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาต่อไป

                7) การจัดวางกลไกการตรวจสอบ (Accountability Mechanism) การบริหารแนวนี้จำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นในการบริหารสำหรับการปรับตัวขององค์การภายใต้การเปลี่ยนแปลง               

                 จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์นั้น  มีองค์ประกอบตั้งแต่การตั้งวิสัยทัศน์เพื่อให้รู้ทิศทางและเป้าหมายระยะยาวขององค์การมีการกำหนดปัจจัยหลัก การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงาน การใช้จ่ายงบประมาณ จนถึงการนำผลการประเมินและการติดตามมาใช้ปรับปรุงงาน เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าจะมีการปรับปรุงหรือยกเลิกแผนงานหรือไม่และอย่างไร  


บทความนี้เกิดจากการเขียนและส่งขึ้นมาสู่ระบบแบบอัตโนมัติ สมาคมฯไม่รับผิดชอบต่อบทความหรือข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือไม่ ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และหากท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือทำให้เกิดความเสียหาย หรือละเมิดสิทธิใดๆ กรุณาแจ้งมาที่ ht.ro.apt@ecivres-bew เพื่อทีมงานจะได้ดำเนินการลบออกจากระบบในทันที